วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

รวบ2จิ้งจอกสังคม หลอกชิงทรัพย์พริตตี้-บังคับสำเร็จความใคร่



รวบ 2 โจรลวงสาวพริตตี้รับงานในโรงแรม จับมัดบังคับสำเร็จความใคร่ให้ ก่อนเอาไปขังในห้องน้ำชิงทรัพย์สินและกุญแจรถยนต์หนี อ้างทำครั้งแรกหวังชิงทรัพย์แต่เห็นเหยื่อสวยจึงฉวยโอกาส ตำรวจตั้งข้อหาเพียงชิงทรัพย์


วันนี้ (18 ก.ค.) เมื่อเวลา 11.30 น. พ.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ผกก.สน.ลุมพินี พ.ต.ต. ปิโยรส กัณหะสิริ สว.สส.สน.ลุมพินี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมตัวนายฐปนัช หรือ “ทัด” ปลูกทรัพย์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 267/1 หมู่ 1 ต.บ้านบุ่ง อ.เมือง จ.พิจิตร และนายชาตสุเกติ์ หรือ “โอม” สุยะนันทน์ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 105/15 หมู่ 1 ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลางเชือกมัดกล่องไปรษณีย์ คัตเตอร์สีชมพู 1 เล่ม โทรศัพท์มือถือโนเกีย 4 เครื่อง และรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า แคมรี่ สีขาว หมายเลขทะเบียน ฌป-3969 กทม.โดยจับกุมนายธปนัช ได้ที่บริเวณหน้าร้านคิวบาร์ อยู่ระหว่าง ซอยสุขุมวิท 3 และ 11 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา และจับกุมนายชาตสุเกติ์ ได้ที่ สินศิริแมนชั่น 1 ซอยลาดพร้าว 130 ถนนลาดพร้าว แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม.


พ.ต.อ.สมประสงค์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อเวลาประมาณ 01.30 น.วันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ได้รับแจ้งจากพนักงานโรงแรมพีบี ซอยสุขุมวิท 3 ถนนสุขุมวิท ว่ามีแขกของโรงแรมถูกทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงก็พบ น.ส.กบ (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี ผู้เสียหายอยู่ในสภาพถูกมัดมือ-มัดเท้า มีอาการหวาดผวาและได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฟกช้ำที่ใบหน้าและตามร่างกายหลายแห่ง จึงนำตัวมาสอบปากคำที่โรงพัก


จากการสอบปากคำ น.ส.กบ ให้การว่า ตนทำงานเป็นพริตตี้โชว์ตัวตามงานต่างๆ โดยก่อนเกิดเหตุได้ไปงานโชว์ตัวงานหนึ่งและได้รู้จักกับนายชาตสุเกติ์ ที่งานดังกล่าว โดยนายชาตสุเกติ์ ได้ขอเบอร์โทรศัพท์ตนไว้ เนื่องจากจะหางานให้ จนกระทั่งวานนี้(17 ก.ค.) นายชาตสุเกติ์ ก็ได้โทรศัพท์มาหาบอกว่า มีแขกผู้ใหญ่เดินทางมาจากต่างจังหวัด จะให้ตนมาทำหน้าที่ต้อนรับและดูแลแขกโรงแรมดังกล่าว เมื่อมาถึงตนก็เริ่มเอะใจว่า เหตุใดต้องนัดที่ห้องในโรงแรมดังกล่าว และเมื่อเข้าไปภายในห้องหมายเลข 17 ที่นัดหมายก็พบนายฐปนัช นั่งรออยู่


“แต่แล้วจู่ๆ ทั้ง 2 คนก็จับฉันมัดมือ แล้วนายฐปนัช ก็บังคับให้ฉันช่วยสำเร็จความใคร่ให้ ก่อนจะจับฉันมัดเท้าแล้วจับฉันไปขังไว้ในห้องน้ำ จากนั้นก็ขโมยเอาทรัพย์สินและกุญแจรถยนต์หนีไป ตนไม่รู้จะช่วยเหลือตัวเองอย่างไร จนกระทั่งมีพนักงานเข้ามาทำความสะอาด เนื่องจากทั้ง 2 คนไปเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม ฉันจึงขอให้พนักงานช่วยโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ” น.ส.กบ กล่าว


พ.ต.ต.ปิโยรส กล่าวต่อว่า หลังจากเกิดเหตุได้สอบปากคำ เพื่อหาเบาะแสคนร้ายและวิทยุให้สายตรวจสกัดจับรถของผู้เสียหาย จนกระทั่งไปพบรถคันดังกล่าวจอดติดไฟแดงอยู่ที่หน้าร้านคิวบาร์ มีนายฐปนัชเป็นคนขับ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวมาสอบสวน ก่อนขยายผลจับกุมนายชาตสุเกติ์ ได้ที่ห้องพักย่านลาดพร้าว


จากการสอบสวนนายฐปนัช ให้การรับสารภาพว่า ตนและนายรู้จักกับผู้เสียหายที่งานอีเว้นท์งานหนึ่ง และเพิ่งจะก่อเหตุลักษณะนี้เป็นครั้งแรก เพราะต้องการทรัพย์สิน แต่เห็นว่าผู้เสียหายรูปร่างหน้าตาดี จึงให้ช่วยสำเร็จความใคร่ให้ก่อนที่จะเอาทรัพย์สินหลบหนีไป ส่วนรถยนต์ของผู้เสียหายก็คิดว่าจะเอาไปขายเพื่อซื้อยาบ้ามาเสพ


เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อหา ร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีและใช้อาวุธ ก่อนควบคุมตัวส่งศาลอาญากรุงเทพใต้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ข่าวจาก : ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

แจ้ง ป.ตามจับ 18 มงกุฎจ่ายเช็คเด้งกว่าล้านบาท!

เจ้าของห้างร้าน เข้าร้องตำรวจกองปราบปราม ให้ช่วงติดตามจับกุม 18 มงกุฎ หลอกซื้อสินค้าหลายรายการมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท แต่สุดท้ายเช็คเด้ง แถมสวมชื่อเหยื่อวันทูโก ที่ตกใน จ.ภูเก็ต อีก
วันนี้ (14 ก.ค.) ที่ กองปราบปราม เมื่อเวลา 11.30 น. ผู้เสียหาย เจ้าของร้านขายโทรศัพท์มือถือและนาฬิกาในห้างต่างๆ อีก 5 ราย เข้าพบ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ผกก.2 บก.ป.เพื่อให้ติดตามจับกุมคนร้ายที่เปิดบริษัทบังหน้ามาหลอกซื้อสินค้าไป ก่อนจะจ่ายเช็คเด้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท

ผู้เสียหายให้การว่าเมื่อเดือน เม.ย.- มิ.ย.ที่ผ่านมา มีหญิงสาวอ้างชื่อว่า “เมย์” จากบริษัท แอ็คเซส ออดินารี จำกัด และบริษัท สมาร์ทริส อินเตอร์เนชั่นเซอร์วิส จำกัด โทรศัพท์เข้ามาหาติดต่อขอซื้อสินค้าจากร้านของตน อ้างว่า จะนำไปขายต่อ และไปแจกเป็นของกำนัลให้ลูกค้า ขอสั่งซื้อกล้องดิจิตอล โทรศัพท์มือถือ และ นาฬิกา รวมมูลค่าเกือบสองแสนบาท ครั้งแรกตกลงกันว่าจะจ่ายเป็นเงินสด ภายหลังจะขอโอนเป็นเช็คเข้าบัญชีธนาคารแทน ตอนแรกตรวจสอบพบว่า มีการฝากเช็คเข้าบัญชีจริง แต่ไม่ระบุชื่อเลขที่เช็คในสำเนาใบรับฝาก โดยเช็คนั้นยังอยู่ระหว่างรอการสั่งจ่าย จนมาทราบภายหลัง เมื่อนำสินค้าไปส่งให้แล้ว คือ ที่บ้านเลขที่ 65/38 หมู่บ้านพระปิ่น 3 ถ.กาญจนาภิเษก ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พบ นายอภิชาติ มาลี และ น.ส.ศิริลักษณ์ มิ่งขวัญ ทั้งสองจะอ้างว่าเจ้าของบริษัทไม่อยู่ ขอรับสินค้าไว้เอง แต่หลังจากนั้นเพียง 1 วัน ก็ทราบว่าเช็คเด้ง เพราะลายเซ็นไม่ตรงกับที่เจ้าของบัญชี

ผู้เสียหาย ให้การอีก พบว่า มีผู้เสียหายอีกหลายรายตกเป็นเหยื่อ จึงรวมตัวกันเพื่อไปตามทวงหนี้ ก็พบว่า คนร้ายปิดบริษัทหลบหนีไปแล้ว เมื่อไปตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนบริษัททั้งสองแห่ง ก็พบว่า ใช้ชื่อกรรมการบริษัทที่ไม่มีข้อมูลในทะเบียนราษฎร และมีการนำชื่อผู้เสียหายชีวิต 2 ราย จากเหตุเครื่องบินวันทูโกตกที่ จ.ภูเก็ต มาดัดแปลงนามสกุล ใส่ชื่อเป็นกรรมการบริษัทด้วย ส่วนเช็คที่สั่งจ่ายมี 2 ชื่อ คือ น.ส.คัทลียา มาลี และ นายสิทธิพร โชติทรง นั้น ศาลแขวงจังหวัดนนทบุรี ได้ออกหมายจับไว้แล้ว ยังติดตามจับกุมตัวไม่ได้ ส่วนนายอภิชาติ และ น.ส.ศิริลักษณ์ ทราบว่า ได้ไปก่อเหตุอีก แต่ถูกตำรวจ สน.ปทุมวัน จับกุมตัวไว้ได้ขณะที่มารับสินค้า สอบสวนทั้สองคนอ้างว่ารับว่าจ้างจาก น.ส.เมย์ เป็นเงิน 500-1,500 บาท เพื่อให้มารับของ และก็ได้ประกันตัวออกไป คดียังไม่สามารถจับกุมตัวการที่อยู่เบื้องหลังได้ โดยเชื่อว่าผู้บงการ คือ น.ส.คัทลียา จึงเข้ามาขอความช่วยเหลือจากกองปราบปราม เพื่อให้ช่วยติดตามจับกุมอีกทางหนึ่งด้วย
เรียบเรียงข่าวจาก : manager.co.th

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

แฉ บ.รับสร้างบ้านฉ้อโกง “ภูธนแสงทอง” สูบเงินลูกค้า รอจังหวะทิ้งงาน-ตั้งบริษัทใหม่หนี

วิกฤตเศรษฐกิจลูกค้ารับสร้างบ้านสุดช้ำ ถูกบริษัทรับสร้างบ้านงัดวิชามาร “สร้างบ้านไม่ได้บ้าน” ทั้งหยุดทำ ทิ้งงาน ถ่วงเวลา ปล่อยให้ลูกค้ารับภาระหนี้ บางรายคดีความหมดอายุ ต้องนั่งผ่อนเงินกู้กับแบงก์หัวโต คนในวงการแฉพฤติกรรม บริษัทแบล็กลิสต์ “เพรสซิเดนท์ โฮม” ฉาวโฉ่สุด “ศิวัช ภูธนแสงทอง” ล่าสุด ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโผล่อีก 38 ราย ทั้งร้อง สคบ.ยื่นฟ้องคดี บอกเลิกสัญญา ด้านนายกสมาคมรับสร้างบ้านโบ้ยไม่ออกความเห็น ส่วนคนในวงการแฉพฤติกรรม “ศิวัช ภูธนแสงทอง” เน่า

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในหลายประเทศไทย ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจต่างๆ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงในสถานการณ์เช่นนี้ คือ การที่ผู้บริโภคจะถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่เกี่ยวกับธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่พบว่ามีคดีฟ้องร้องและร้องเรียนต่อหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น อาทิ พฤติกรรมที่ส่อไปในทางฉ้อโกงลูกค้าเหล่านี้ ไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้กับลูกค้า หลังจากได้เบิกเงินในการก่อสร้างบ้านจากลูกค้ามาหลายงวด

ล่าสุด กลุ่มผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากพฤติกรรมการฉ้อโกงของบริษัท เพรสซิเดนท์ โฮม จำกัด ในเครือของภูธนแสงทอง ที่ดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้านกว่า 38 ราย ได้รวมตัวกันออกมา เรียกร้องหาความรับผิดชอบจากบริษัทแล้ว โดยมีผู้เสียหายบางส่วนที่ได้บอกเลิกสัญญาและยื่นเรื่องให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้ามาตรวจสอบและดำเนินการเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่การดำเนินการในเรื่องยังล่าช้ามาก นอกจากนี้ ลูกค้าบางรายที่เตรียมดำเนินการยื่นฟ้องบริษัทด้วย

แฉ “เพรสซิเดนท์โฮม” ฉาว ในจำนวนหลายคดีที่เกิดขึ้น ลูกค้าที่ใช้บริการรับสร้างบ้านรายหนึ่ง ได้ร้องเรียนมายังหนังสือพิมพ์ “ASTVผู้จัดการรายวัน” ถึงพฤติกรรมของบริษัท เพรสซิเดนท์โฮม จำกัด มี นายศิวัช ภูธนแสงทอง ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและเป็นเจ้าของบริษัท ว่า ตนได้ว่าจ้างให้บริษัทเข้ามาทำการก่อสร้างบ้าน ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 126 ตารางวา ด้วยมูลค่าว่าจ้างกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งตามข้อตกลงแล้ว การก่อสร้างทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จในปี 2551 แต่งานก่อสร้างก็ไม่มีความก้าวหน้าตามข้อตกลง

“แม้ว่าเราจะให้โอกาสบริษัท เพรสซิเดนท์โฮม ทำการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ โดยกำหนดให้ภายในเดือน เม.ย.ทุกอย่างต้องสมบูรณ์ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่เสร็จ และตอนนี้ก็ไม่ทำแล้ว ซึ่งผมก็ไม่รู้จะไปพึ่งใคร จึงตัดสินใจมาร้องเรียนกับหนังสือพิมพ์ เพราะอย่างน้อยก็น่าจะทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล ที่สำคัญ เงินที่จ่ายไปกับเงินที่ไปขอกู้กับธนาคารไทยพาณิชย์ ผมก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ทุกเดือน แทนที่แบงก์จะไปไล่จี้บริษัทรับสร้างบ้านรายนี้ แต่กลับพูดว่า เห็นใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร อย่างนี้ ผมก็เสียดอกเบี้ยฟรี” ลูกค้ากล่าวด้วยความช้ำใจกับการเลือกใช้บริษัทรับสร้างบ้าน

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้รับข้อมูลว่า ปัจจุบันการกระทำผิดสัญญาระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจกับผู้บริโภคเริ่มมีสูงขึ้น ทำให้สคบ.ต้องพิจารณาหาแนวทางในการป้องกันปัญหา ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลการแก้ปัญหาการกระทำผิดสัญญา เพื่อกำหนดเป็นข้อปฏิบัติในการร่างสัญญาทั่วไป ซึ่งอาจจะมีข้อกำหนดเบื้องต้นว่า ในการทำสัญญาทั่วไป จะต้องมีข้อปฏิบัติใดบ้างที่จะต้องเขียนไว้ในการทำสัญญาร่วมกัน ในส่วนของการดำเนินการกับบริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญานั้น พบว่า ธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับ นายศิวัช ภูธนแสงทอง มีการสั่งฟ้องคดีใน

ส่วนของบริษัท ภูธนแสงทอง จำกัดไปแล้ว 1 คดี จากจำนวน 6 เรื่อง และสั่งฟ้องคดีบริษัท พีทีเอส โฮม จำกัด จำนวน 2 เรื่อง ซึ่งทั้ง 2 บริษัทฯมีนายศิวัช ภูธนแสงทอง เป็นผู้ก่อตั้ง

ข่าวจาก : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การระวังพวกหลอกลวงทางเนต

ช่วงนี้ซัมเมอร์แล้วหลายๆ คนคงกำลังเช่าบ้าน ย้ายบ้านใหม่ เลยขอเอาเรื่องจากประสบการณ์ตัวเองมาเล่าสู่กันฟัง ในช่วงย้ายบ้าน เรามักต้องใช้บริการเว็บบอร์ดต่างๆ โพส ads ของเราเพื่อ sublet บ้าน หรือขายเฟอร์นิเจอร์ สักพักจะมีอีเมล์ถ้าได้รับอีเมล์จาก uk, africa บอกว่าจะเช่าบ้าน โดยส่งเช็คเกินจำนวนค่าเช่ามาให้ เพราะตัวอยู่ต่างประเทศไม่สามารถมาเองได้

ถ้าเจอเมล์ทำนองนี้ก็ขอให้ทราบไว้ได้เลยว่าพวกนี้เป็นแก๊งต้มตุ่น ตอนนั้นเราก็ติดต่อว่าส่งมาแต่เช็คคงไม่ได้ ขอให้ส่งเอกสารการเช่าบ้าน หลักฐานการเงินต่างๆมาด้วย เพราะการเช่าบัานที่นี่เค้าขอเอกสารตรงนี้ด้วย รอแล้วรอเล่าเจ้าก็ไม่ส่งมา ซึ่งเสียเวลามาก เพราะเราต้องบอกตัดคนอื่นไปหลายราย ในวันนึงก็ได้รับจดหมายจาก ups แพ็ตอย่างดีส่งเช็คจำนวนสามพันกว่าเหรียญซึ่งเกินจำนวนค่ามัดจำบ้านหลายเท่าตัว เราก็เมล์ถามเค้าอีกว่าใช่ยูรึเปล่า เค้าบอกว่าใช่ เป็นพ่อเค้าส่งเงินมาให้เราไปขึ้นเงินได้ แต่อาจส่งเงินมาเยอะเกินจำนวน ดังนั้นยูช่วยส่งเงินส่วนที่เหลือกลับมาได้มั๊ย (เหอะ อ้อยเข้าปากช้างใครจะให้คืนวะ ม่ายช่ายยยย)ด้วยความสงสัยเราลองเช็คที่อยู่บริษัทบนเช็คกลับไป ปรากฎว่าเจอค่ะ เป็นข้อมูลเว็บหนึ่งหน้า แต่ที่อยู่ไม่เหมือนกับที่เรารู้แฮะ ทีนี้เราก็เช็คต่ออืมไม่มีชื่อ xxx เป็นพนักงานที่นี่แต่ก็ไม่ว่าอะไร ดูเอาละกันมันวางหมากไว้ขนาดไหน แต่ก็แจ้งเค้ากลับไปอยู่ดีว่าถ้าไม่มีเอกสารการเช่าอื่นๆ ต่อให้ส่งค่าเช่ามาก่อนเราก็ทำอะไรไม่ได้ ขอให้ส่งเอกสารอื่นๆ มาด้วย ทีนี้ก็รอ รอ รอ

ระหว่างที่รอเอกสารการเงินจากเจ้าคนนี้ ก็จะมีอีเมล์อีกหนึ่งฉบับ ส่งมาจากสาวออฟฟิตใน uk บอกว่าจะมา vacation หลายเดือนที่นี่และอยากหาบ้านอยู่ซึ่งถูกกว่าอยู่โรงแรม เหตุผลน่าฟัง เราก็เอาไงละ บอกให้เช่าอีกคนก็เลยต้องบอกปัดแล้วบอกว่าถ้าเกิดคนแรกไม่เอาเราจะแจ้งให้ทราบภายหลัง ดูเอาละกันมันมีระบบตรวจสอบแบ็คอัพทีมซะด้วย ร้ายมั๊ย

กลับมาที่คนแรก หลังจากคอยแล้วคอยเล่า เจ้าก็ไม่ส่งเอกสารการเงิน หรือเอกสารยืนยันความมีตัวตน เราก็เลยทำอะไรไม่ได้คงต้องขอบอกลา ตอนแรกใจดีว่าจะส่งเช็คกลับคืนไปให้ด้วยซ้ำ แต่บังเอิญตะหงิดใจเลยไปคุยกับ manager กับแบงก์ เค้าก็เตือนว่าพวกนี้อาจเป็นพวกต้มตุ๋น ถ้าเราเอาเงินมาขึ้นแล้วจะเกิดอะไรบ้าง เพราะพวกนี้จะอ้างว่าส่งเงินมาแล้วให้เราไปขึ้นเงินจากนั้นให้ส่งเงินที่เกิน (เงินเราเอง)โอนเข้าบัญชีมันในต่างประเทศ กว่าธนาคารจะตรวจสอบเจอว่าเช็คเด้งมันก็เชิดเงินเราหนีไปเรียบร้อยแล้ว

จากนั้นเราก็เลยรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าถ้าเจออีเมล์ประเภทนี้ให้ ignore ได้เลย แต่พอดีเจอบ่อย อาจเพราะชื่อน่าดึงดูดใจ เลยได้รับจดหมายพวกนี้บ่อยๆ ด้วยความรำคาญ ก็เลยตอบกลับไปว่าจะขออนุญาตส่งข้อมูลท่านและข้อมูลบัญชีให้ทางตำรวจที่นี่เช็คเสียก่อน เนื่องจากช่วงนี้มีพวกเลวๆ ออกมาทำชั่วกันเยอะ เค้าเลยมีระบบป้องกันการโจรกรรมเหล่านี้ให้เราต้องปฏิบัติตาม ถ้าท่านผ่านการตรวจสอบเมื่อไหร่ ข้าพเจ้าจะติดต่อกลับไปภายหลัง จากนั้นเราก็ไม่ได้รับจดหมายติดต่อจากพวกคนเหล่านี้อีกเลย แล้วก็ส่งอีเมล์์ทั้งหมดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเอาไปเตือน user คนอื่นๆให้ทราบกัน

อีกเรื่องก็พวก spam mail เวลาที่เปิดบัญชีกับธนาคาร จะมีพวกเมล์แจ้งมาว่ารหัสหรือบัญชีเรามีบัญหา ให้เข้าไปตรวจสอบและยืนยันบัญชีที่เว็บนี้ เราก็สงสัย เลยแวะไปธนาคารว่าส่งอีเมล์แบบนี้มารึเปล่า ทางธนาคารบอกกลับว่าเราจะไม่ส่งอีเมล์หาลูกค้า นอกจากจดหมายไปรษณีย์เท่านั้น

การซื้อของทางอินเตอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน ถ้าต้องโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ต ก็ควรเปิดบัญชีแยกต่างหาก อย่าใช้บัญชีรวมกับเงินส่วนตัวของเรา มีหลายคนโดนแฮกบัญชีมาแล้ว เลือกธนาคารที่มีระบบป้องกันโจรกรรมทางเน็ตดีๆ หรือถามเค้าก่อนว่าทางธนาคารมีระบบป้องกันอย่างไรบ้าง เพราะเราต้องการฝากเงินที่นี่เพื่อใช้ซื้อของทางอินเตอร์เน็ต ถ้าพอใจค่อยเปิดบัญชีนะแล้วก็ขอให้ใส่เงินน้อยๆ ซื้อของเมื่อไหร่ค่อยไปเติมเงิน ปลอดภัยกว่าค่ะ ฉะนั้นฝากไว้ให้ระวังตัวด้วยค่ะ

ที่มา : Forward mail

ปล้นเนียน ๆ ระวัง !! ตุ๋นโอนเงิน ล่าสุด ต้มข้ามแบงก์

เรื่องของการ ต้มตุ๋น-หลอกลวง นับวันยิ่งซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็รวมถึงกรณี ต้มตุ๋นเงินจากบัญชีธนาคาร ที่ยุคนี้แก๊งแสบมีวิธีการเหนือเมฆถึงขั้นทำให้ธนาคารโอนเงินสินเชื่อ-เงินสดล่วงหน้าให้กับลูกค้าที่ตกเป็นเป้า-ตกเป็นเหยื่อ แล้วจึงค่อยหลอกให้เหยื่อโอนเงินต่อให้แก๊งต้มตุ๋นอีกที...

ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้...แต่ก็เกิดขึ้นได้ !!...

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม มีคนโทรฯเข้ามาบอกว่าเป็นพนักงานแบงก์...(ธนาคารแห่งหนึ่ง) บอกว่ามีลูกค้าโอนเงินเข้ามาที่บัญชีเราผิด บอกเลขบัญชีทุกอย่างถูกหมด แล้วก็บอกให้โอนเงินกลับด้วย เพราะว่าลูกค้าคนนั้นเดือดร้อนมาก เราก็บอกว่าขอไปเช็กก่อน พอวันเสาร์เราไปกดตังค์ก็พบว่ามีเงินเข้ามาบัญชีเราผิดตามจำนวนที่เค้าบอกจริง ๆ ก็เลยโอนคืนไปให้...... ก็ไม่คิดว่ามีอะไร เพราะมันก็ไม่ใช่เงินเราจริง....

จนมาวันนี้ได้รับใบแจ้งหนี้...(ธนาคารอีกแห่งหนึ่ง) มียอด (หนี้) ให้ผ่อนจ่ายรายเดือน ก็เลยโทรฯไปเช็กที่ call center เค้าบอกว่าเราโทรฯไปขอเบิกเงินสดเข้าบัญชีเราเอง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม เราก็บอกว่าไม่ได้ทำ... อย่างนี้ก็โดนหลอกแล้วสิ พนักงาน call center ก็ได้แต่บอกให้ไปแจ้งความ...

นี่เป็นพฤติกรรมการถูกต้มตุ๋นที่มีการโพสต์บอกเล่า พร้อมถามหาวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ในเว็บไซต์-อินเทอร์เน็ต ที่มีการฟอร์เวิร์ดหรือส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นการเตือนกันทางโลกไซเบอร์ การถูกตุ๋นลักษณะนี้น่ากลัว...เกิดได้จริง !!ทั้งนี้ ทาง สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์ ลองนำพฤติกรรมตามที่ว่ามาข้างต้นไปสอบถามกับธนาคาร ซึ่งแหล่งข่าวระดับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง บอกว่า... ปัจจุบันนี้ธนาคารต้องลงทุนกับระบบในการป้องกันแก๊งมิจฉาชีพเป็นจำนวนเม็ดเงินนับร้อยล้านบาทเลยทีเดียว และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่ามีแก๊ง แฮกข้อมูลธนาคาร จากเมืองจีนกำลังอาละวาดอยู่ในเมืองไทย ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับลูกค้าและธนาคาร สำหรับลักษณะการหลอกลวงต้มตุ๋นกันถึงขนาดที่ว่ามาข้างต้น

แหล่งข่าวบอกว่า... คงต้องเป็นการแฮกข้อมูลแบบออนไลน์ และต้องทำเป็นแก๊งแน่นอน เพราะเกี่ยวข้องกับธนาคารมากกว่า 1 แห่ง เป็นรูปแบบการหลอกลวงอีกรูปแบบหนึ่งที่ค่อนข้างมาเหนือเมฆ ซึ่งไม่ได้เข้าข้างเจ้าหน้าที่ธนาคารด้วยกัน แต่คิดว่าการหลอกลวงขนาดนี้ หลายชั้นขนาดนี้ เจ้าหน้าที่แบงก์ไม่กล้าทำแน่นอน เพราะมันลึกเกินไป ซึ่งอย่างไรก็ตามก็ฝากย้ำเตือนลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิต เวลาไปซื้อของ เติมน้ำมัน ใช้บัตรจ่ายค่าสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมีการจ้างคนก๊อบปี้ข้อมูลจากบัตรด้วยเครื่องอ่านข้อมูล ซึ่งตามไปดูตอนรูดบัตรได้ก็จะดี

...แหล่งข่าวรายนี้ระบุ ขณะที่แหล่งข่าวพนักงานธนาคารพาณิชย์อีกแห่งหนึ่ง ก็ระบุว่า... ปัจจุบันรูปแบบของการหลอกลวงให้โอนเงินมีมากมายหลายวิธี เพราะช่องทางการโอนเงินมีมาก และสะดวก มีทั้งโดยทางตู้เอทีเอ็ม โอนทางอินเทอร์เน็ต โอนทางโทรศัพท์ ไม่ต้องมีหลักฐาน-ลายเซ็น เพียงแค่บอกข้อมูลประจำตัวก็ทำได้เลย ส่วนลักษณะพฤติกรรมที่มีการฟอร์เวิร์ดเมล์เตือนกันตอนนี้ แหล่งข่าวบอกว่า... เคสแบบนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด และคิดว่ามีเกิดขึ้นแล้ว จริง ๆ ด้วยรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะมีแก๊งมาจากเมืองจีนและไต้หวัน มาอาละวาดอยู่ในเมืองไทย ซึ่งมีมากทีเดียว ถือว่าน่ากลัว อันตราย และจับได้ยากมาก ซึ่งผู้ที่เป็นคนดี รู้ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยม หลงเชื่อ สงสาร คิดว่ามีคนที่โอนเงินมาผิดจริง ก็จะเป็นเหยื่อแก๊งเหล่านี้แหล่งข่าวสายแบงก์บอกต่อไปว่า... ถามว่าพนักงานแบงก์มีส่วนเกี่ยวข้องไหม คำตอบมี 2 อย่าง คือใช่ และไม่ใช่ ซึ่งคนเราต่างจิตใจ ไม่เหมือนกัน คนที่เกี่ยวข้องอาจจะขายข้อมูลให้ แต่ถ้าทำขนาดที่เกี่ยวข้องถึง 2-3 ธนาคารนั้น คิดว่าคงไม่มีใครกล้าทุบหม้อข้าวตัวเอง ซึ่งพนักงานที่โกงเงินลูกค้าโดนไล่ออกไปหลายรายแล้วทางที่ดีถ้ามีคนโทรฯมาบอกว่ามีการโอนเงินผิด เราต้องรอให้เจ้าของเงินจัดการเอง ซึ่งเขาต้องเป็นฝ่ายโทรฯหาธนาคารเพื่อขออายัดบัญชีเรา ไม่ใช่เราไปโอนให้เขาง่าย ๆ กลายเป็นว่าเราโอนเงินให้ไปเอง เสียรู้แบบไม่รู้ตัว ...แหล่งข่าวพนักงานธนาคารกล่าว

ทั้งนี้ กับฟอร์เวิร์ดเมล์ข้างต้น ก็มีผู้ร่วมโพสต์ข้อความเชิงแนะนำ เช่น... ถ้ามีการโอนผิดจริงทางแบงก์สาขาน่าจะสามารถจัดการได้เองเลย เราไม่ต้องทำอะไร, เบอร์โทรฯเข้ามา ถ้าแปลก ๆ ไม่แสดงเบอร์ หรือเป็นแบบโทรฯจากอินเทอร์เน็ต ให้ระวังไว้ก่อน, ใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตควรทำลายอย่าให้เหลือเห็นข้อมูลต่าง ๆ เช่น วงเงินสินเชื่อ หรือเลขบัญชีธนาคารที่ตัดอัตโนมัติ และกรณีการต้มตุ๋นโอนเงินแบบนี้เชื่อว่าเจ้าของบัญชีปลายทางที่มีการโอนเงินให้ไปก็คงไม่รู้เรื่อง อาจเป็นพวกที่ถูกหลอกจ้างให้เปิดบัญชีพร้อมบัตรเอทีเอ็มให้แก๊งต้มตุ๋นนี่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เป็นการหลอกลวงต้มตุ๋นรูปแบบใหม่ ต้องขอขอบคุณที่ช่วยให้เบาะแสและแจ้งเตือนประชาชนเพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อ ...ส่วนนี่เป็นการระบุของแหล่งข่าวดีเอสไอ หลัง สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์ ติดต่อตรวจสอบพฤติกรรมต้มตุ๋นที่ว่านี้ ก็หวังว่าการเตือนภัยลักษณะนี้จะกระจายไปในวงกว้างหวังว่าจะไม่มีใครต้องถูก ปล้นเนียน ๆ แบบนี้อีก...และหวังว่าพวกแก๊งแสบจะถูกรวบเข้าคุกโดยเร็ว !!!.

ที่มา : เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จับ "ม้าเร็ว" สมาชิกแก๊งตุ๋นเหยื่อคืนเงินภาษีทางเอทีเอ็ม


ตำรวจสืบสวนนครบาล 1 รวบหนุ่มสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกคืนภาษีผ่านทางเอทีเอ็ม สารภาพมีหน้าที่เป็นม้าเร็ว กดเงินออกจากบัญชีที่เหยื่อหลงเชื่อโอนมาให้ แล้วส่งต่อไปให้ "อาเหว่ย" นายใหญ่ชาวจีน ได้เงินจากเหยื่อมากว่า 20 ล้าน ได้ส่วนแบ่งมา 4-5 แสน ตำรวจเผยผู้ต้องหาจ้างคนไปเปิดบัญชีกว่า 300 บัญชี แล้วส่งเลขบัญชีไปให้คอลเซ็นเตอร์ที่จีน โทรกลับมาหลอกเหยื่อคนไทย

เมื่อเวลา 19.30น. วันนี้ (9 ก.ค.) ที่ กก.สืบสวน.บก.น.1 พ.ต.อ.คณิศร์ชัย มหินทรเทพ ผกก.สืบสวน บก.น.1 พ.ต.ท.ประภัสสร ชาติพรหม รอง ผกก.กก.สืบสวน บก.น.1 พ.ต.ต.กฤษฎา สนธิ สว.กก.สืบสว นบก.น. 1 ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมตัวนายวันชัย หรือลิ่ว ทวีอภิรดีกิจ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 635 หมู่ 10 ต.หนองบัว อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่จ.208/2552 ลงวันที่ 1 ก.ค. 52 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่น

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก ได้มีผู้เสียหายรายหนึ่งในจ.ปทุมธานี เข้าแจ้งความที่สภ.เมืองปทุมธานี ว่าถูกคนร้ายโทรเข้ามาแอบอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร จะทำการคืนเงินภาษีผ่านทางระบบเอทีเอ็มให้จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ไปทำธุรกรรมผ่านทางระบบเอทีเอ็ม จนถูกหลอกให้โอนเงินไปให้กลุ่มคนร้ายเป็นเงินกว่า 500,000 บาท และยังมีผู้เสียหายอีกจำนวนหลายรายที่ถูกแก๊งดังกล่าวหลอกลวงอีกเป็นจำนวน มาก

ทางกก.สืบสวน บก.น.1 จึงทำการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายแก๊งนี้ จนทราบว่า นายวันชัย มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งดังกล่าว โดยมีหน้าที่เป็นม้าเร็วในการถอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงเหยื่อส่งไปให้ตัว การใหญ่ที่ประเทศจีนจึงได้ทำการวางแผนเข้าจับกุมตัวได้ที่บริเวณหน้าแฟลต ทิพย์มงคล ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 9 แขวงและเขตห้วยขวาง เมื่อเวลา 01.00 น.ของวันนี้ (9 ก.ค.) ก่อนควบคุมตัวมาสอบสวน
จากการสอบสวนนายวันชัย ให้การรับสารภาพว่า เมื่อประมาณ 3-4 เดือน ก่อนตนได้รู้จักกับชาวจีนที่ชื่อ อาเหว่ย ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านรัชดา จากนั้นก็เอ่ยปากชวนตนมาทำงานด้วย โดยให้ตนเป็นคนคอยกดเงินออกจากบัญชีต่างๆ ที่ได้จากการหลอกลวงเหยื่อครั้งละประมาณ 4-5 แสนบาท โดยที่ผ่านมา 3-4 เดือนนั้น ตนกดเงินของเหยื่อที่หลวงเชื่อ แล้วส่งไปให้อาเหว่ย รวมแล้วกว่า 20 ล้านบาท และได้ส่วนแบ่งมาประมาณ รวม 4-5 แสนบาท

นายวันชัย ให้การต่อว่า ตนไม่รู้จักผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เคยถูกกองปราบปรามจับกุมได้ก่อน หน้านี้ ส่วนคนอื่นในแก๊งของอาเหว่ยนั้น ก็ไม่รู้ว่ามีใครเกี่ยวข้องหรือเป็นสมาชิกของแก๊งบ้าง เพราะตนแค่ทำตามคำสั่งของอาเหว่ยที่จะติดต่อผ่านมาทางโทรศัพท์เพื่อให้โอน เงินที่ได้จากเหยื่อไปยังเลขบัญชีที่อาเหว่ยสั่งเท่านั้น
ด้าน พ.ต.อ.คณิศร์ชัย กล่าวว่า จากการสืบสวนติดตามข้อมูลของแก๊งนี้พบว่า เลขบัญชีที่เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินไปให้นั้น เป็นของบุคคลที่ถูกนายวันชัย จ้างให้ไปเปิดบัญชีในราคาบัญชีละ 500 บาท ซึ่งมีอยู่มากกว่า 300 บัญชี และเมื่อนายวันชัยได้เลขบัญชีมาแล้ว ก็จะส่งเลขบัญชีไปยังคอลเซ็นเตอร์ในเมืองซีอาน ประเทศจีน จากนั้นทางคอลเซ็นเตอร์ก็โทรมาหลอกเหยื่อที่ประเทศไทยให้โอนเงินไปตามบัญชี นั้นๆ จากนั้นนายวันชัย ก็จะเป็นผู้ไปกดเงินออกมาเพื่อส่งไปให้ตัวการใหญ่ชาวจีนที่ชื่อ อาเหว่ย ตามคำสั่ง เมื่อได้เงินไปจากบัญชีแล้ว ก็จะทำลายหลักฐานด้วยการเผาบัญชีทิ้งทันที โดยมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อของแก๊งนี้มาแล้วกว่า 20 ราย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่น ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี ดำเนินคดี พร้อมทั้งจะทำการสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป


วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

รวบกะเทยแสบ โพสต์รูปสวยอ้างขายตัว ลวงเหยื่อโอนเงินแล้วเชิด



ตำรวจ ปดส.รวบสาวประเภทสอง ใช้รูปสาวงามโพสต์ขายบริการผ่านเว็บไซต์ www.naddate.com หลอกเหยื่อโอนเงินให้ก่อนนัดพบ แต่พอได้เงินปิดโทรศัพท์หนี เผยมีคนหลงเชื่อกว่า 30 ราย

วันนี้ (5 ก.ค.) ที่ บก.ปดส. พ.ต.อ.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผกก.1บก.ปดส.พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชัยพล เอกกุล รอง ผกก.1 บก.ปดส. และ พ.ต.ต.อุกฤต กัลยาณมิตร สว.กก.1 บก.ปดส. แถลงผลการจับกุม นายนพดล ฉินสูงเนิน อายุ 28 ปี สาวประเภทสอง อยู่บ้านเลขที่ 419/801 หมู่ 10 ต.ในคลองปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1919/2552 ลงวันที่ 30 มิ.ย.52 ในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ซึ่งจับกุมได้ที่กลาง ซ.สุขสวัสดิ์ 70 ต.บางครุ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ซิมการ์ด 3 อัน สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย 1 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพ 1 อัน ใบบันทึกรายการ 1 ใบ รูปภาพหญิงสาว 2 ใบ และเอกสารสมัครเว็บไซต์อีกจำนวนหนึ่ง

พ.ต.อ.ณพวัฒน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ น.ส.สุนิสา หรือแนน ผิวบาง อายุ 24 ปี นางงามท้องถิ่นจากหลายเวที เจ้าของธุรกิจเครื่องสำอาง เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปดส.ว่าถูกผู้ไม่หวังดีนำรูปตัวเองไปโพสต์ลงในเว็บไซต์ www.naddate.com โดยลงข้อความว่าเดือดร้อนเงินต้องการคนช่วยเหลือ ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบสวนจนพบว่าผู้โพสต์ภาพดังกล่าวใช้ คอมพิวเตอร์ของโรงเรียนนพคุณศึกษา ต.ในคลองปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จึงทำการล่อซื้อบริการทางเพศโดยโทรไปตามหมายเลขที่คนร้ายโพสต์ไว้ จากนั้นได้โอนเงินไปให้คนร้ายก่อนจับกุมตัวมาสอบสวนที่ บก.ปดส. ต่อมาเจ้าหน้าที่นำตัว นายนพดล พร้อมหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 628/2552 ไปตรวจค้นห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนนพคุณศึกษา พร้อมทั้งยึดซีพียูคอมพิวเตอร์มาตรวจสอบ 1 เครื่อง

“หลังภาพของน้องแนนถูกโพสต์ลงในอินเทอร์เน็ต มีคนโทร.เข้ามาด่าหาว่าหลอกลวงเงินค่าตัวไปหลายหมื่นแต่ไม่ได้นอนด้วยตามที่อ้าง นอกจากนี้ คนที่รู้จักก็โทร.มาสอบถามทำให้เธออับอายมาก อีกทั้งยังกระทบไปถึงธุรกิจเครื่องสำอางอีกด้วย” พ.ต.อ.ณพวัฒน์ กล่าว

สอบสวน นายนพดลรับสารภาพว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้วเคยเป็นพี่เลี้ยง น.ส.สุนิสา ในงานประกวดนางนพมาศที่ จ.สมุทรปราการ แต่หลังจากนั้น น.ส.สุนิสา ก็ย้ายไปอยู่สังกัดใหม่จึงไม่ได้เจอกัน ต่อมาตนเข้าไปเล่นอินเทอร์เน็ตที่โรงเรียนดังกล่าวในช่วงเย็นหลังเด็กเลิกเรียน เพราะมีเพื่อนเป็นหลานเจ้าของโรงเรียน จากนั้นได้เข้าไปในเว็บไซต์ดังกล่าวพบมีการโพสต์หาคู่จึงนำรูปเก่าของน้องแนนมาโพสต์ในลักษณะขายบริการทางเพศ และฝากเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองทิ้งไว้ จากนั้นก็จะมีคนโทร.เข้ามาซื้อบริการ ซึ่งตนจะดัดเสียงเป็นผู้หญิง โดยออกอุบายให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ซึ่งมักอ้างว่าต้องการเงินด่วนแม่ป่วย รถเสีย ไม่มีค่าโทรศัพท์ และค่าเช่าบ้าน และหากโอนเงินมาแล้วจะนัดออกไปพบกันตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินมาให้ก็จะปิดโทรศัพท์หนีทำมาประมาณ 3 เดือน ได้เงินครั้งละ 1,000-3,000 บาท บางครั้งก็ได้ไปเกือบหมื่น ก่อนนำเงินที่ได้ไปเที่ยวเตร่ และจ่ายค่าเช่าบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีผู้ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อผู้ต้องหารายนี้กว่า 30 ราย ซึ่งในจำนวนนั้นมีข้าราชการ และนักการเมืองท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย แต่ไม่มีใครกล้าเข้าแจ้งความเนื่องจากกลัวอับอาย

อุทาหรณ์อยากจะเตือนผู้ที่ใช้รถไฟฟ้า


วันนี้มีอุทาหรณ์อยากจะเตือนผู้ที่ใช้รถไฟฟ้า โดยเฉพาะคนที่กลับบ้านดึกและมาคนเดียว ปกติขึ้นBTSทุกวันอยู่แล้ว วันนี้เรามีธุระ ต้องกลับบ้านดึก ก็นั่งมาจากทางอ่อนนุช นั่งอยู่ชิดกระจกที่มันพิง ได้อ่ะ ประมาณเกือบๆ5ทุ่ม

พอถึงสยามก็มีผู้ชายคนนึง ตัวอ้วนมาก(พอสมควร) ผิวดำ แต่งตัวเสื้อยืด กางเกงขายาวประมาณแข้ง มานั่งข้างๆ พอมันขึ้นมาก็ถือพัดมาด้วยแล้วพัดๆไป ตอนแรกๆก็ไม่ได้คิด อะไร แต่ไม่ชอบที่เค้ามานั่งพัดแล้วลมมันมาโดนเรา เพราะเหมือนเป็นการเอากลิ่นเหงื่อเค้ามาให้เราดม เรา ก็เลยที่ท่าทางไม่ค่อยพอใจ แทนที่มันจะหยุดตามมารยาทสังคม เพราะในรถไฟฟ้าก็มีแอร์ ไม่ได้ร้อน ไม่ มี แดด มันก็พัดๆหยุดๆ ที่นี้เราเริ่มเอะใจแล้วก็กลั้นหายใจ สังเกตว่ามันจะพัดให้ลมมาโดนเรา ซักไม่ถึง นาที ใกล้ถึงราชเทวี ก็เริ่มรู้สึกร้อนผ่าวคราวนี้เลยมั่นใจว่าต้องมีอะไรผิดปกติ เลยรีบคว้าของแล้วลุก ออกมาจากตรงนั้น และรีบโทรให้แม่มารอรับ(ลงสนามเป้า) ระหว่างนั้นก็หัวใจเต้นเร็วและตัวสั่นนิดๆ ตอนนั้นทำอะไรไม่ถูก เลยไปบอกผู้ชายคนนึงที่อยู่ในขบวนว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา แล้วฝากดูให้ด้วย แล้ว เราก็ยืนจ้องมัน มันก็ทำเป็นหลับ(เก็บพัดไปแล้วตั้งแต่เราลุกมา) เราเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมันไว้ เพราะตอนนั้นรู้สึกงงๆทำอะไรไม่ถูก พอถึงสนามเป้าเราก็รอให้ประตูเปิดจนใกล้ปิดแล้วค่อยเดินออก เพื่อจะได้แน่ใจว่ามันตามมาไม่ทันแน่นอน พอลงบันไดมาเลยไปบอกพนักงานว่าเกิดอะไรขึ้น ฝากวานให้ ช่วยดูแลด้วย ตอนนี้ถึงบ้าน อาบน้ำแล้วก็ค่อยยังชั่วหน่อย

อยากจะฝากให้ช่วยส่งต่อด้วย เพราะไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ โชคดีที่เรารอดมา ได้ ก็เพราะมีสติ คอยระวังตัว แล้วขอบคุณที่ช่วยเราที่สุดคือforward mailหลายๆฉบับที่ทำให้เรารู้ว่ามันมี ภัยคล้ายๆแบบนี้เคยเกิดขึ้น เดาว่าช่วงที่มันหยุดพัดก็เพื่อหายใจ แล้วช่วงที่มันพัดก็กลั้นหายใจไว้ ซึ่งถ้า เราไม่ได้สนใจอะไรหายใจเข้าไปไม่กี่ทีก็คงหลับพิงกระจกเหมือนคนธรรมดา แล้วพอถึงหมอชิต คนลงไปหมด มันก็คงขโมยของเราไป ไม่อยากจะคืดว่าถ้าไม่ใช่รถไฟฟ้าอันตรายคงมากกว่านี้ เลยขอให้ระวังๆ กันไว้นะ อย่าประมาท เรื่องอย่างงี้มันจับมือใครดมไม่ได้ ต้องระวังตัวเองให้ดีที่สุด

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จับ “ผกก.เปิงมาง” ตุ๋นแม่บุญธรรม “น้องเพชร”


สืบฯ ลาดพร้าวตามรวบผู้กำกับหนัง “เปิงมาง” หลอกแม่บุญธรรม “น้องเพชร” ทายาทพุ่มพวง เปิดบริษัทตัดต่อภาพยนตร์สูญ 3 แสน แถมยังส่งSMS ขู่หากแจ้งความจะเดือดร้อน ด้านเจ้าตัวยังปากแข็งปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

วันนี้ (4 ก.ค.) เมื่อเวลา 20.00 น. พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ จันทรพัชร สว.สส.สน.ลาดพร้าว นำกำลังจับกุม นายณัฐพีระ หรือเชนทร์ ชมศรี อายุ 31 ปี ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “เปิงมาง กลองผีหนังมนุษย์” อยู่บ้านเลขที่ 29 ซ.ประสาท 4 ถ.เทศประสาท อ.บ้านบึง ต.บ้านบึง จ.ชลบุรี ตามหมายจับศาลแขวงพระนครเหนือ ที่ 366/2552 ลงวันที่ 20 ก.พ.52 ข้อหาฉ้อโกง โดยจับกุมได้ที่อาคารบัดดี้แมนชั่น ซ.รามคำแหง 81/4 ถ.รามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคม 2552 นางสุพรรณี สุประการ อายุ 49 ปี แม่บุญธรรมของนายสรภพ นายสรภพ ลีละเมฆินทร์ หรือเพชร ทายาทพุ่มพวง ดวงจันทร์ ราชินีลูกทุ่งผู้ล่วงลับ เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว ให้ดำเนินคดีต่อนายณัฐพีระ หลังก่อเหตุฉ้อโกง โดยทำทีชวนลงทุนเปิดบริษัทตัดต่อภาพยนตร์อยู่ย่านหัวหมาก ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2551 นางสุพรรณีได้โอนเงินให้ผู้ต้องหาเพื่อซื้ออุปกรณ์จำนวน 3 แสนบาท หลังจากนั้นผู้ต้องหาได้ปิดบริษัทหนี

ต่อมาเมื่อวัน 27 ม.ค.ที่ผ่านมา นางสุพรรณีพร้อมด้วยน้องเพชร เข้าพบ ร.ต.ท.เฉลิมพล รุ่งรัตน์ พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.หัวหมาก เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ว่า ถูกผู้ไม่หวังดีส่ง sms ข่มขู่ทางโทรศัพท์มือถือว่า “ดวงแม่สูไม่ดี ให้สะสางด่วน จากผู้ข่มขู่” โดยส่งมาจากโทรศัพท์มือถือหมายเลข 08-7508-0035 เข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของน้องเพชร 2 ครั้ง ในเวลา 10.22 น.และเวลา 11.14 น.หลังจากนั้น ก็มีข้อความเขียนว่า “แม่สูเกิดวันพฤหัสที่ 25 พ.ศ.2502 ใช่ไหม อย่าล้อเล่นเป็นหม้ายใช่ไหม” ถูกส่งมาจากโทรศัพท์หมายเลขเดิมอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ โทร.กลับไปที่หมายเลขดังกล่าว กลับไม่มีคนรับสาย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการกระทำของนายณัฐพีระ สอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

จากนั้น นางสุพรรณี พร้อมด้วยนายสรภพ และ น.ส.ธิดารัตน์ อรรถรัตน์ หรืออ้อย ลูกสาวนางสุพรรณีและแฟนสาวน้องเพชร เดินทางมาดูตัวผู้ต้องหาที่ สน.ลาดพร้าว และมีการด่าทอกันเล็กน้อย โดยเพชรกล่าวเพียงสั้นๆ ว่ารู้จักกับผู้ต้องหาตอนกำกับหนังเรื่องเปิงมางเท่านั้นไม่ได้สนิทสนมอะไรมากมาย

ด้าน น.ส.ธิดารัตน์ กล่าวว่า รู้จักกับผู้ต้องหาเมื่อครั้งเปิดสตูดิโอถ่ายภาพ ทางผู้ต้องหาพร้อมกลุ่มเพื่อนมาทำความรู้จักจนสนิทสนมกันเรื่อยมา ผู้ต้องหาและกลุ่มเพื่อนก็ช่วยหางานมาให้ที่สตูดิโอ จนสตูดิโอปิดกิจการไปเมื่อปี 2548 ก็ห่างหายการติดต่อกับกลุ่มผู้ต้องหา จนกระทั่งเพชรเข้าวงการบันเทิง ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ต้องหากำกับการแสดงเรื่องเปิงมางพอดี จึงมาสนิทสนมกันอีกครั้ง ผู้ต้องหามาทำความสนิทสนมกับแม่และเล่าแผนงานที่จะทำในวงการบันเทิงให้แม่ฟังในลักษณะอ้อนวอนให้ช่วยเหลือและเพื่อจะได้เกื้อหนุนเพชรด้วย ซึ่งก็มาชักชวนให้ทำบริษัทตัดต่อ แม่ได้โอนเงินสดไปให้ 2.5 แสน รวมค่าเช่าตึกและอุปกรณ์ประมาณ 3 แสนกว่า จากนั้นก็ไม่มีความคืบหน้า อุปกรณ์ตัดต่อก็ไม่ได้สั่งซื้อ เมื่อถามไปทางบริษัทที่ขายอุปกรณ์ตัดต่อก็บอกว่าผู้ต้องหามาดูเท่านั้นไม่ได้สั่งซื้อแต่อย่างใด เมื่อติดต่อไปยังผู้ต้องหาก็บ่ายเบี่ยงตลอด จนแน่ใจว่าถูกหลอกจึงเข้าแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม ขณะที่เพชรกล่าวเพียงสั้นๆ ว่ารู้จักกับผู้ต้องหาตอนกำกับหนังเรื่องเปิงมางเท่านั้นไม่ได้สนิทสนมอะไรมากมาย

ด้าน พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า คดีนี้สามารถยอมความได้หากผู้ต้องหาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย

สำหรับ นายณัฐพีระ ผู้ต้องหา จบจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม คณะนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณา เอกภาพยนตร์, จบการเขียนบทภาพยนตร์จากบริษัท นาคาเซีย จำกัด, จบการกำกับภาพยนตร์จาก กันตนาเอ็นดูเทนเมนท์ อินเตอร์เนชั่นเนล จากนั้นปี 2540 ทำงานเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ รายการทไวไลท์โชว์ ปี 2546 เขียนสคริปต์ให้บริษัท ไอริม ปี 2547 ครีเอทีฟโฆษณา บริษัท แอ๊ดมีเดีย จำกัด (ฟรีแลนซ์), เขียนสคริปต์โปรดักต์ บริษัท เดโม่พาว์เวอร์ จำกัด (ฟรีแลนซ์), เอเจนซีโฆษณา บริษัท สตาร์เซ็นเตอร์ จำกัด (ฟรีแลนซ์), กำกับโฆษณาเมเจอร์โบว์ล ปี 2548 กำกับโฆษณาของ ปตท., กำกับโฆษณาเซเว่น ของสิงคโปร์ และเขียนบทและกำกับฯ “เปิงมาง กลองผีหนังมนุษย์”

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ม.สงฆ์ร้องสอบเอกชนหาเงินสร้างหนังไตรปิฎกยอดลวง 50 ล้าน


รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามงกุฎฯ ร้องดีเอสไอ ตรวจสอบบริษัทเอกชนแอบอ้างชื่อสถาบันหลอกลวงประชาชนเรี่ยไรเงินสร้างหนังพระไตรปิฎก พบมีผู้เสียหายจำนวนมากและมียอดเงินบริจาคแล้วไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท


วันนี้ (3 ก.ค.) เวลา 14.30 น.ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พระมหาปัญญา ปัญญาวุฑโฒ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย นายสงกรานต์ อัฉริยทรัพย์ ทนายความรับมอบอำนาจจาก อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฎวิทยาลัย เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับบริษัทเอกชนบริษัทหนึ่งและกลุ่มบุคคล ที่แอบอ้างนำชื่อและตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย และสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ด้วยการทุจริต ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมทั้งได้นำโปสเตอร์ที่ทางบริษัทดังกล่าวพิมพ์เผยแพร่ชวนเชื่อให้ประชาชนร่วมบริจาคเงินจัดสร้างภาพยนตร์วีซีดีพระไตรปิฎก


นายสงกรานต์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากอธิการบดีฯให้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอ เนื่องจากได้รับข้อมูลว่ามีประชาชนหลงเชื่อขบวนการดังกล่าว โดยมีผู้เสียหายจำนวนมากมียอดเงินบริจาคที่เปิดบัญชีธนาคารต่างๆ ถึง 8 บัญชี มีเงินไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท โดยระบุว่าจะได้รับแผ่นวีซีดีและดีวีดีพระไตรปิฎก เพื่อไปเผยแพร่ ซึ่งคดีนี้มีความสลับซับซ้อนกว่าคดีพระสมเด็จเหนือหัว เนื่องจากมีการกระทำอย่างอุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและศีลธรรม จึงอยากให้ประชาชนที่หลงเขื่อขบวนการดังกล่าวเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อจะได้ขอรับเงินที่ได้บริจาคไปคืน สำหรับขบวนการดังกล่าวพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทเอกชนร่วมมือกันเป็นขบวนการ ทั้งนี้บริษัทเอกชนดังกล่าวจะเปลี่ยนชื่อบริษัทไปเรื่อยๆ


นายสงกรานต์ กล่าวอีกว่า ได้รับข้อมูลว่ามีเจ้าหน้าที่สำนักพุทธศาสนาบางคนได้ปลอมเอกสารเพื่อขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลสมัย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี จำนวน 99 ล้านบาท ต่อมารัฐบาลเห็นชอบให้อนุมัติในหลักการโดยสั่งจ่ายเงินจำนวน 99 ล้านบาทให้กับสำนักพุทธศาสนา แต่มหาวิทยาลัยไปตรวจสอบ พบว่า ชื่อบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทเอกชนที่เคยมาติดต่อขอจัดทำ และมีพฤติกรรมเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนจึงทำเรื่องให้ระงับเงินดังกล่าวไม่ให้มีการเบิกจ่าย


ด้าน พระมหาปัญญา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเป็นเพียงที่ปรึกษาในรายละเอียดเนื้อหาของพระไตรปิฎก โดยทางบริษัทเอกชนดังกล่าวได้มาขอคำปรึกษา ซึ่งทางมหาวิทยาลัย เห็นว่า เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงยินยอมให้จัดสร้าง แต่ต่อมามีการทำโปสเตอร์ไปเรี่ยรายรับบริจาคเงินซึ่งผิดวัตถุประสงค์ และยืนยันว่า ทางมหาวิทยาลัยไม่เกี่ยวข้องและไม่รับรู้เรื่องการเรี่ยรายเงินดังกล่าว


ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีลักษณะฉ้อโกงประชาชนคล้ายกับคดีพระสมเด็จเหนือหัว จึงมอบหมายให้ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ ดำเนินการรวบรวมพยานเอกสารหลักฐาน และตั้งคณะทำงาน อย่างไรก็ตามคดีดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญาและยังกระทบต่อความมั่นคงของพุทธศาสนา