วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
รวบ2จิ้งจอกสังคม หลอกชิงทรัพย์พริตตี้-บังคับสำเร็จความใคร่
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
แจ้ง ป.ตามจับ 18 มงกุฎจ่ายเช็คเด้งกว่าล้านบาท!
วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
แฉ บ.รับสร้างบ้านฉ้อโกง “ภูธนแสงทอง” สูบเงินลูกค้า รอจังหวะทิ้งงาน-ตั้งบริษัทใหม่หนี
วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในหลายประเทศไทย ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจต่างๆ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงในสถานการณ์เช่นนี้ คือ การที่ผู้บริโภคจะถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่เกี่ยวกับธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่พบว่ามีคดีฟ้องร้องและร้องเรียนต่อหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น อาทิ พฤติกรรมที่ส่อไปในทางฉ้อโกงลูกค้าเหล่านี้ ไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้กับลูกค้า หลังจากได้เบิกเงินในการก่อสร้างบ้านจากลูกค้ามาหลายงวด
ล่าสุด กลุ่มผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากพฤติกรรมการฉ้อโกงของบริษัท เพรสซิเดนท์ โฮม จำกัด ในเครือของภูธนแสงทอง ที่ดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้านกว่า 38 ราย ได้รวมตัวกันออกมา เรียกร้องหาความรับผิดชอบจากบริษัทแล้ว โดยมีผู้เสียหายบางส่วนที่ได้บอกเลิกสัญญาและยื่นเรื่องให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้ามาตรวจสอบและดำเนินการเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่การดำเนินการในเรื่องยังล่าช้ามาก นอกจากนี้ ลูกค้าบางรายที่เตรียมดำเนินการยื่นฟ้องบริษัทด้วย
แฉ “เพรสซิเดนท์โฮม” ฉาว ในจำนวนหลายคดีที่เกิดขึ้น ลูกค้าที่ใช้บริการรับสร้างบ้านรายหนึ่ง ได้ร้องเรียนมายังหนังสือพิมพ์ “ASTVผู้จัดการรายวัน” ถึงพฤติกรรมของบริษัท เพรสซิเดนท์โฮม จำกัด มี นายศิวัช ภูธนแสงทอง ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและเป็นเจ้าของบริษัท ว่า ตนได้ว่าจ้างให้บริษัทเข้ามาทำการก่อสร้างบ้าน ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 126 ตารางวา ด้วยมูลค่าว่าจ้างกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งตามข้อตกลงแล้ว การก่อสร้างทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จในปี 2551 แต่งานก่อสร้างก็ไม่มีความก้าวหน้าตามข้อตกลง
“แม้ว่าเราจะให้โอกาสบริษัท เพรสซิเดนท์โฮม ทำการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ โดยกำหนดให้ภายในเดือน เม.ย.ทุกอย่างต้องสมบูรณ์ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่เสร็จ และตอนนี้ก็ไม่ทำแล้ว ซึ่งผมก็ไม่รู้จะไปพึ่งใคร จึงตัดสินใจมาร้องเรียนกับหนังสือพิมพ์ เพราะอย่างน้อยก็น่าจะทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล ที่สำคัญ เงินที่จ่ายไปกับเงินที่ไปขอกู้กับธนาคารไทยพาณิชย์ ผมก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ทุกเดือน แทนที่แบงก์จะไปไล่จี้บริษัทรับสร้างบ้านรายนี้ แต่กลับพูดว่า เห็นใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร อย่างนี้ ผมก็เสียดอกเบี้ยฟรี” ลูกค้ากล่าวด้วยความช้ำใจกับการเลือกใช้บริษัทรับสร้างบ้าน
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้รับข้อมูลว่า ปัจจุบันการกระทำผิดสัญญาระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจกับผู้บริโภคเริ่มมีสูงขึ้น ทำให้สคบ.ต้องพิจารณาหาแนวทางในการป้องกันปัญหา ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลการแก้ปัญหาการกระทำผิดสัญญา เพื่อกำหนดเป็นข้อปฏิบัติในการร่างสัญญาทั่วไป ซึ่งอาจจะมีข้อกำหนดเบื้องต้นว่า ในการทำสัญญาทั่วไป จะต้องมีข้อปฏิบัติใดบ้างที่จะต้องเขียนไว้ในการทำสัญญาร่วมกัน ในส่วนของการดำเนินการกับบริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญานั้น พบว่า ธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับ นายศิวัช ภูธนแสงทอง มีการสั่งฟ้องคดีใน
ส่วนของบริษัท ภูธนแสงทอง จำกัดไปแล้ว 1 คดี จากจำนวน 6 เรื่อง และสั่งฟ้องคดีบริษัท พีทีเอส โฮม จำกัด จำนวน 2 เรื่อง ซึ่งทั้ง 2 บริษัทฯมีนายศิวัช ภูธนแสงทอง เป็นผู้ก่อตั้ง
ข่าวจาก : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
การระวังพวกหลอกลวงทางเนต
ช่วงนี้ซัมเมอร์แล้วหลายๆ คนคงกำลังเช่าบ้าน ย้ายบ้านใหม่ เลยขอเอาเรื่องจากประสบการณ์ตัวเองมาเล่าสู่กันฟัง ในช่วงย้ายบ้าน เรามักต้องใช้บริการเว็บบอร์ดต่างๆ โพส ads ของเราเพื่อ sublet บ้าน หรือขายเฟอร์นิเจอร์ สักพักจะมีอีเมล์ถ้าได้รับอีเมล์จาก uk, africa บอกว่าจะเช่าบ้าน โดยส่งเช็คเกินจำนวนค่าเช่ามาให้ เพราะตัวอยู่ต่างประเทศไม่สามารถมาเองได้
ถ้าเจอเมล์ทำนองนี้ก็ขอให้ทราบไว้ได้เลยว่าพวกนี้เป็นแก๊งต้มตุ่น ตอนนั้นเราก็ติดต่อว่าส่งมาแต่เช็คคงไม่ได้ ขอให้ส่งเอกสารการเช่าบ้าน หลักฐานการเงินต่างๆมาด้วย เพราะการเช่าบัานที่นี่เค้าขอเอกสารตรงนี้ด้วย รอแล้วรอเล่าเจ้าก็ไม่ส่งมา ซึ่งเสียเวลามาก เพราะเราต้องบอกตัดคนอื่นไปหลายราย ในวันนึงก็ได้รับจดหมายจาก ups แพ็ตอย่างดีส่งเช็คจำนวนสามพันกว่าเหรียญซึ่งเกินจำนวนค่ามัดจำบ้านหลายเท่าตัว เราก็เมล์ถามเค้าอีกว่าใช่ยูรึเปล่า เค้าบอกว่าใช่ เป็นพ่อเค้าส่งเงินมาให้เราไปขึ้นเงินได้ แต่อาจส่งเงินมาเยอะเกินจำนวน ดังนั้นยูช่วยส่งเงินส่วนที่เหลือกลับมาได้มั๊ย (เหอะ อ้อยเข้าปากช้างใครจะให้คืนวะ ม่ายช่ายยยย)ด้วยความสงสัยเราลองเช็คที่อยู่บริษัทบนเช็คกลับไป ปรากฎว่าเจอค่ะ เป็นข้อมูลเว็บหนึ่งหน้า แต่ที่อยู่ไม่เหมือนกับที่เรารู้แฮะ ทีนี้เราก็เช็คต่ออืมไม่มีชื่อ xxx เป็นพนักงานที่นี่แต่ก็ไม่ว่าอะไร ดูเอาละกันมันวางหมากไว้ขนาดไหน แต่ก็แจ้งเค้ากลับไปอยู่ดีว่าถ้าไม่มีเอกสารการเช่าอื่นๆ ต่อให้ส่งค่าเช่ามาก่อนเราก็ทำอะไรไม่ได้ ขอให้ส่งเอกสารอื่นๆ มาด้วย ทีนี้ก็รอ รอ รอ
ระหว่างที่รอเอกสารการเงินจากเจ้าคนนี้ ก็จะมีอีเมล์อีกหนึ่งฉบับ ส่งมาจากสาวออฟฟิตใน uk บอกว่าจะมา vacation หลายเดือนที่นี่และอยากหาบ้านอยู่ซึ่งถูกกว่าอยู่โรงแรม เหตุผลน่าฟัง เราก็เอาไงละ บอกให้เช่าอีกคนก็เลยต้องบอกปัดแล้วบอกว่าถ้าเกิดคนแรกไม่เอาเราจะแจ้งให้ทราบภายหลัง ดูเอาละกันมันมีระบบตรวจสอบแบ็คอัพทีมซะด้วย ร้ายมั๊ย
กลับมาที่คนแรก หลังจากคอยแล้วคอยเล่า เจ้าก็ไม่ส่งเอกสารการเงิน หรือเอกสารยืนยันความมีตัวตน เราก็เลยทำอะไรไม่ได้คงต้องขอบอกลา ตอนแรกใจดีว่าจะส่งเช็คกลับคืนไปให้ด้วยซ้ำ แต่บังเอิญตะหงิดใจเลยไปคุยกับ manager กับแบงก์ เค้าก็เตือนว่าพวกนี้อาจเป็นพวกต้มตุ๋น ถ้าเราเอาเงินมาขึ้นแล้วจะเกิดอะไรบ้าง เพราะพวกนี้จะอ้างว่าส่งเงินมาแล้วให้เราไปขึ้นเงินจากนั้นให้ส่งเงินที่เกิน (เงินเราเอง)โอนเข้าบัญชีมันในต่างประเทศ กว่าธนาคารจะตรวจสอบเจอว่าเช็คเด้งมันก็เชิดเงินเราหนีไปเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นเราก็เลยรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าถ้าเจออีเมล์ประเภทนี้ให้ ignore ได้เลย แต่พอดีเจอบ่อย อาจเพราะชื่อน่าดึงดูดใจ เลยได้รับจดหมายพวกนี้บ่อยๆ ด้วยความรำคาญ ก็เลยตอบกลับไปว่าจะขออนุญาตส่งข้อมูลท่านและข้อมูลบัญชีให้ทางตำรวจที่นี่เช็คเสียก่อน เนื่องจากช่วงนี้มีพวกเลวๆ ออกมาทำชั่วกันเยอะ เค้าเลยมีระบบป้องกันการโจรกรรมเหล่านี้ให้เราต้องปฏิบัติตาม ถ้าท่านผ่านการตรวจสอบเมื่อไหร่ ข้าพเจ้าจะติดต่อกลับไปภายหลัง จากนั้นเราก็ไม่ได้รับจดหมายติดต่อจากพวกคนเหล่านี้อีกเลย แล้วก็ส่งอีเมล์์ทั้งหมดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเอาไปเตือน user คนอื่นๆให้ทราบกัน
อีกเรื่องก็พวก spam mail เวลาที่เปิดบัญชีกับธนาคาร จะมีพวกเมล์แจ้งมาว่ารหัสหรือบัญชีเรามีบัญหา ให้เข้าไปตรวจสอบและยืนยันบัญชีที่เว็บนี้ เราก็สงสัย เลยแวะไปธนาคารว่าส่งอีเมล์แบบนี้มารึเปล่า ทางธนาคารบอกกลับว่าเราจะไม่ส่งอีเมล์หาลูกค้า นอกจากจดหมายไปรษณีย์เท่านั้น
การซื้อของทางอินเตอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน ถ้าต้องโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ต ก็ควรเปิดบัญชีแยกต่างหาก อย่าใช้บัญชีรวมกับเงินส่วนตัวของเรา มีหลายคนโดนแฮกบัญชีมาแล้ว เลือกธนาคารที่มีระบบป้องกันโจรกรรมทางเน็ตดีๆ หรือถามเค้าก่อนว่าทางธนาคารมีระบบป้องกันอย่างไรบ้าง เพราะเราต้องการฝากเงินที่นี่เพื่อใช้ซื้อของทางอินเตอร์เน็ต ถ้าพอใจค่อยเปิดบัญชีนะแล้วก็ขอให้ใส่เงินน้อยๆ ซื้อของเมื่อไหร่ค่อยไปเติมเงิน ปลอดภัยกว่าค่ะ ฉะนั้นฝากไว้ให้ระวังตัวด้วยค่ะ
ที่มา : Forward mailปล้นเนียน ๆ ระวัง !! ตุ๋นโอนเงิน ล่าสุด ต้มข้ามแบงก์
ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้...แต่ก็เกิดขึ้นได้ !!...
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม มีคนโทรฯเข้ามาบอกว่าเป็นพนักงานแบงก์...(ธนาคารแห่งหนึ่ง) บอกว่ามีลูกค้าโอนเงินเข้ามาที่บัญชีเราผิด บอกเลขบัญชีทุกอย่างถูกหมด แล้วก็บอกให้โอนเงินกลับด้วย เพราะว่าลูกค้าคนนั้นเดือดร้อนมาก เราก็บอกว่าขอไปเช็กก่อน พอวันเสาร์เราไปกดตังค์ก็พบว่ามีเงินเข้ามาบัญชีเราผิดตามจำนวนที่เค้าบอกจริง ๆ ก็เลยโอนคืนไปให้...... ก็ไม่คิดว่ามีอะไร เพราะมันก็ไม่ใช่เงินเราจริง....
จนมาวันนี้ได้รับใบแจ้งหนี้...(ธนาคารอีกแห่งหนึ่ง) มียอด (หนี้) ให้ผ่อนจ่ายรายเดือน ก็เลยโทรฯไปเช็กที่ call center เค้าบอกว่าเราโทรฯไปขอเบิกเงินสดเข้าบัญชีเราเอง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม เราก็บอกว่าไม่ได้ทำ... อย่างนี้ก็โดนหลอกแล้วสิ พนักงาน call center ก็ได้แต่บอกให้ไปแจ้งความ...
นี่เป็นพฤติกรรมการถูกต้มตุ๋นที่มีการโพสต์บอกเล่า พร้อมถามหาวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ในเว็บไซต์-อินเทอร์เน็ต ที่มีการฟอร์เวิร์ดหรือส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นการเตือนกันทางโลกไซเบอร์ การถูกตุ๋นลักษณะนี้น่ากลัว...เกิดได้จริง !!ทั้งนี้ ทาง สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์ ลองนำพฤติกรรมตามที่ว่ามาข้างต้นไปสอบถามกับธนาคาร ซึ่งแหล่งข่าวระดับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง บอกว่า... ปัจจุบันนี้ธนาคารต้องลงทุนกับระบบในการป้องกันแก๊งมิจฉาชีพเป็นจำนวนเม็ดเงินนับร้อยล้านบาทเลยทีเดียว และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่ามีแก๊ง แฮกข้อมูลธนาคาร จากเมืองจีนกำลังอาละวาดอยู่ในเมืองไทย ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับลูกค้าและธนาคาร สำหรับลักษณะการหลอกลวงต้มตุ๋นกันถึงขนาดที่ว่ามาข้างต้น
แหล่งข่าวบอกว่า... คงต้องเป็นการแฮกข้อมูลแบบออนไลน์ และต้องทำเป็นแก๊งแน่นอน เพราะเกี่ยวข้องกับธนาคารมากกว่า 1 แห่ง เป็นรูปแบบการหลอกลวงอีกรูปแบบหนึ่งที่ค่อนข้างมาเหนือเมฆ ซึ่งไม่ได้เข้าข้างเจ้าหน้าที่ธนาคารด้วยกัน แต่คิดว่าการหลอกลวงขนาดนี้ หลายชั้นขนาดนี้ เจ้าหน้าที่แบงก์ไม่กล้าทำแน่นอน เพราะมันลึกเกินไป ซึ่งอย่างไรก็ตามก็ฝากย้ำเตือนลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิต เวลาไปซื้อของ เติมน้ำมัน ใช้บัตรจ่ายค่าสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมีการจ้างคนก๊อบปี้ข้อมูลจากบัตรด้วยเครื่องอ่านข้อมูล ซึ่งตามไปดูตอนรูดบัตรได้ก็จะดี
...แหล่งข่าวรายนี้ระบุ ขณะที่แหล่งข่าวพนักงานธนาคารพาณิชย์อีกแห่งหนึ่ง ก็ระบุว่า... ปัจจุบันรูปแบบของการหลอกลวงให้โอนเงินมีมากมายหลายวิธี เพราะช่องทางการโอนเงินมีมาก และสะดวก มีทั้งโดยทางตู้เอทีเอ็ม โอนทางอินเทอร์เน็ต โอนทางโทรศัพท์ ไม่ต้องมีหลักฐาน-ลายเซ็น เพียงแค่บอกข้อมูลประจำตัวก็ทำได้เลย ส่วนลักษณะพฤติกรรมที่มีการฟอร์เวิร์ดเมล์เตือนกันตอนนี้ แหล่งข่าวบอกว่า... เคสแบบนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด และคิดว่ามีเกิดขึ้นแล้ว จริง ๆ ด้วยรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะมีแก๊งมาจากเมืองจีนและไต้หวัน มาอาละวาดอยู่ในเมืองไทย ซึ่งมีมากทีเดียว ถือว่าน่ากลัว อันตราย และจับได้ยากมาก ซึ่งผู้ที่เป็นคนดี รู้ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยม หลงเชื่อ สงสาร คิดว่ามีคนที่โอนเงินมาผิดจริง ก็จะเป็นเหยื่อแก๊งเหล่านี้แหล่งข่าวสายแบงก์บอกต่อไปว่า... ถามว่าพนักงานแบงก์มีส่วนเกี่ยวข้องไหม คำตอบมี 2 อย่าง คือใช่ และไม่ใช่ ซึ่งคนเราต่างจิตใจ ไม่เหมือนกัน คนที่เกี่ยวข้องอาจจะขายข้อมูลให้ แต่ถ้าทำขนาดที่เกี่ยวข้องถึง 2-3 ธนาคารนั้น คิดว่าคงไม่มีใครกล้าทุบหม้อข้าวตัวเอง ซึ่งพนักงานที่โกงเงินลูกค้าโดนไล่ออกไปหลายรายแล้วทางที่ดีถ้ามีคนโทรฯมาบอกว่ามีการโอนเงินผิด เราต้องรอให้เจ้าของเงินจัดการเอง ซึ่งเขาต้องเป็นฝ่ายโทรฯหาธนาคารเพื่อขออายัดบัญชีเรา ไม่ใช่เราไปโอนให้เขาง่าย ๆ กลายเป็นว่าเราโอนเงินให้ไปเอง เสียรู้แบบไม่รู้ตัว ...แหล่งข่าวพนักงานธนาคารกล่าว
ทั้งนี้ กับฟอร์เวิร์ดเมล์ข้างต้น ก็มีผู้ร่วมโพสต์ข้อความเชิงแนะนำ เช่น... ถ้ามีการโอนผิดจริงทางแบงก์สาขาน่าจะสามารถจัดการได้เองเลย เราไม่ต้องทำอะไร, เบอร์โทรฯเข้ามา ถ้าแปลก ๆ ไม่แสดงเบอร์ หรือเป็นแบบโทรฯจากอินเทอร์เน็ต ให้ระวังไว้ก่อน, ใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตควรทำลายอย่าให้เหลือเห็นข้อมูลต่าง ๆ เช่น วงเงินสินเชื่อ หรือเลขบัญชีธนาคารที่ตัดอัตโนมัติ และกรณีการต้มตุ๋นโอนเงินแบบนี้เชื่อว่าเจ้าของบัญชีปลายทางที่มีการโอนเงินให้ไปก็คงไม่รู้เรื่อง อาจเป็นพวกที่ถูกหลอกจ้างให้เปิดบัญชีพร้อมบัตรเอทีเอ็มให้แก๊งต้มตุ๋นนี่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เป็นการหลอกลวงต้มตุ๋นรูปแบบใหม่ ต้องขอขอบคุณที่ช่วยให้เบาะแสและแจ้งเตือนประชาชนเพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อ ...ส่วนนี่เป็นการระบุของแหล่งข่าวดีเอสไอ หลัง สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์ ติดต่อตรวจสอบพฤติกรรมต้มตุ๋นที่ว่านี้ ก็หวังว่าการเตือนภัยลักษณะนี้จะกระจายไปในวงกว้างหวังว่าจะไม่มีใครต้องถูก ปล้นเนียน ๆ แบบนี้อีก...และหวังว่าพวกแก๊งแสบจะถูกรวบเข้าคุกโดยเร็ว !!!.
ที่มา : เดลินิวส์
วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
จับ "ม้าเร็ว" สมาชิกแก๊งตุ๋นเหยื่อคืนเงินภาษีทางเอทีเอ็ม
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
รวบกะเทยแสบ โพสต์รูปสวยอ้างขายตัว ลวงเหยื่อโอนเงินแล้วเชิด
ตำรวจ ปดส.รวบสาวประเภทสอง ใช้รูปสาวงามโพสต์ขายบริการผ่านเว็บไซต์ www.naddate.com หลอกเหยื่อโอนเงินให้ก่อนนัดพบ แต่พอได้เงินปิดโทรศัพท์หนี เผยมีคนหลงเชื่อกว่า 30 ราย
อุทาหรณ์อยากจะเตือนผู้ที่ใช้รถไฟฟ้า

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
จับ “ผกก.เปิงมาง” ตุ๋นแม่บุญธรรม “น้องเพชร”
วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ม.สงฆ์ร้องสอบเอกชนหาเงินสร้างหนังไตรปิฎกยอดลวง 50 ล้าน
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามงกุฎฯ ร้องดีเอสไอ ตรวจสอบบริษัทเอกชนแอบอ้างชื่อสถาบันหลอกลวงประชาชนเรี่ยไรเงินสร้างหนังพระไตรปิฎก พบมีผู้เสียหายจำนวนมากและมียอดเงินบริจาคแล้วไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท
วันนี้ (3 ก.ค.) เวลา 14.30 น.ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พระมหาปัญญา ปัญญาวุฑโฒ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย นายสงกรานต์ อัฉริยทรัพย์ ทนายความรับมอบอำนาจจาก อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฎวิทยาลัย เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับบริษัทเอกชนบริษัทหนึ่งและกลุ่มบุคคล ที่แอบอ้างนำชื่อและตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย และสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ด้วยการทุจริต ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมทั้งได้นำโปสเตอร์ที่ทางบริษัทดังกล่าวพิมพ์เผยแพร่ชวนเชื่อให้ประชาชนร่วมบริจาคเงินจัดสร้างภาพยนตร์วีซีดีพระไตรปิฎก
นายสงกรานต์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากอธิการบดีฯให้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอ เนื่องจากได้รับข้อมูลว่ามีประชาชนหลงเชื่อขบวนการดังกล่าว โดยมีผู้เสียหายจำนวนมากมียอดเงินบริจาคที่เปิดบัญชีธนาคารต่างๆ ถึง 8 บัญชี มีเงินไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท โดยระบุว่าจะได้รับแผ่นวีซีดีและดีวีดีพระไตรปิฎก เพื่อไปเผยแพร่ ซึ่งคดีนี้มีความสลับซับซ้อนกว่าคดีพระสมเด็จเหนือหัว เนื่องจากมีการกระทำอย่างอุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและศีลธรรม จึงอยากให้ประชาชนที่หลงเขื่อขบวนการดังกล่าวเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อจะได้ขอรับเงินที่ได้บริจาคไปคืน สำหรับขบวนการดังกล่าวพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทเอกชนร่วมมือกันเป็นขบวนการ ทั้งนี้บริษัทเอกชนดังกล่าวจะเปลี่ยนชื่อบริษัทไปเรื่อยๆ
นายสงกรานต์ กล่าวอีกว่า ได้รับข้อมูลว่ามีเจ้าหน้าที่สำนักพุทธศาสนาบางคนได้ปลอมเอกสารเพื่อขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลสมัย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี จำนวน 99 ล้านบาท ต่อมารัฐบาลเห็นชอบให้อนุมัติในหลักการโดยสั่งจ่ายเงินจำนวน 99 ล้านบาทให้กับสำนักพุทธศาสนา แต่มหาวิทยาลัยไปตรวจสอบ พบว่า ชื่อบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทเอกชนที่เคยมาติดต่อขอจัดทำ และมีพฤติกรรมเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนจึงทำเรื่องให้ระงับเงินดังกล่าวไม่ให้มีการเบิกจ่าย
ด้าน พระมหาปัญญา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเป็นเพียงที่ปรึกษาในรายละเอียดเนื้อหาของพระไตรปิฎก โดยทางบริษัทเอกชนดังกล่าวได้มาขอคำปรึกษา ซึ่งทางมหาวิทยาลัย เห็นว่า เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงยินยอมให้จัดสร้าง แต่ต่อมามีการทำโปสเตอร์ไปเรี่ยรายรับบริจาคเงินซึ่งผิดวัตถุประสงค์ และยืนยันว่า ทางมหาวิทยาลัยไม่เกี่ยวข้องและไม่รับรู้เรื่องการเรี่ยรายเงินดังกล่าว
ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีลักษณะฉ้อโกงประชาชนคล้ายกับคดีพระสมเด็จเหนือหัว จึงมอบหมายให้ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ ดำเนินการรวบรวมพยานเอกสารหลักฐาน และตั้งคณะทำงาน อย่างไรก็ตามคดีดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญาและยังกระทบต่อความมั่นคงของพุทธศาสนา