วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คุก 150 ปี!! นักตุ๋นในคดีแชร์ลูกโซ่ก้องโลก


เอเอฟพี/เอเจนซี - เบอร์นาร์ด แมดอฟฟ์ อดีตประธานตลาดหลักทรัพย์แนสแดค ถูกพิพากษาจำคุก 150 ปีเมื่อวันจันทร์(29) ในความผิดฉ้อโกงต้มตุ๋นนักลงทุนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของวอลล์สตรีท

“คำพิพากษาของศาลแห่งนี้ คือ เบอร์นาร์ด แมดอฟฟ์ ควรถูกจำคุก 150 ปี” ผู้พิพากษา เดนนี ชิน กล่าว โดยคำพิพากษาดังกล่าวนับเป็นโทษขั้นสูงสุด แม้ว่าแมดอฟฟ์ได้กล่าวขอโทษต่อเหยื่อของเขา ณ ห้องพิจารณาคดีก็ตาม

“ผมทิ้งมรดกอันน่าอดสูไว้แก่ครอบครัวตนเอง ผมขอรับผิดชอบต่อความเจ็บปวดทั้งหลาย ผมคงมีชีวิตอยู่ด้วยสภาพที่ทุกข์ทรมาน” นักลงทุนผู้อื้อฉาววัย 71 ปีกล่าวขณะที่เขาต้องใช้ช่วงเวลาที่เหลือของชีวิตในเรือนจำ

แมดอฟฟ์ มองไปที่ผู้พิพากษาและกล่าวว่า “ผมขอโทษต่อเหยื่อของผม” จากนั้นเขาได้หันไปสบตากับเหยื่อหลายคนของเขา บางรายที่ต้องสูญเงินเก็บที่สะสมมาทั้งชีวิตในอุบายคดโกงที่กินเวลายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ

“ผมเสียใจ” เขากล่าวเบาๆ “ผมไม่มีคำแก้ตัวต่อพฤติกรรมของผม ไม่มีคำแก้ตัวสำหรับสิ่งนั้น และผมก็จะไม่ขอให้ทุกคนยกโทษให้ด้วย”

อิรา ซอร์กิน ทนายความจำเลยได้ขอให้ผู้พิพากษากำหนดบทลงโทษไม่เกิน 20 ปี ตามอายุของแมดอฟฟ์โดยอ้างว่าเป็นบทลงโทษที่มีความรุนแรงเพียงพอแล้ว แต่เหยื่อหลายคนขอให้ศาลลงโทษหนักที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

คำพิพากษามีขึ้น 6 เดือนหลังอดีตประธานตลาดหลักทรัพย์แนสแดคถูกเปิดโปงในฐานะ 18 มงกุฏ ผู้ดำเนินการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ซึ่งโกงเอาเงินของนักลงทุนไปมหาศาล

อัยการระบุว่ามีการส่งมอบเงินแก่แมดอฟฟ์ ราว 13,000 ล้านดอลลาร์ แต่แมดอฟฟ์คาดหมายว่าเขาได้ทำให้นักลงทุนขาดทุนเป็นเงินถึง 50,000 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

แมดอฟฟ์ยอมรับสารภาพจากความผิด 11 ข้อหาตั้งแต่การฉ้อฉลด้านหลักทรัพย์ การฟอกเงินและให้การเท็จในเดือนมีนาคม

ในจำนวนเหยื่อของเขา ในจำนวนนั้นมีทั้งบุคคลที่มีชื่อเสียงในฮอลลีวูด นักลงทุนระดับท็อปในสหรัฐฯ ธนาคารชื่อก้องของโลกและองค์กรการกุศล ซึ่งบางส่วนต้องปิดไปหลังจากรู้ว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นเพียงภาพลวงตา

แมดอฟฟ์บอกกับศาลในเดือนมีนาคมว่าเงินหลายพันล้านดอลลาร์ถูกส่งผ่านมือของเขาในช่วง 3 ทศวรรษแห่งการคดโกง โดยเขาไม่เคยนำเงินแม้แต่เซนต์เดียวไปลงทุนในตลาดแต่เงินจำนวนนั้นจะถูกนำเข้าบัญชีธนาคารเชสแมนฮัตตันแทน

จากนั้นเงินก็จะถูกนำไปจ่ายปันผลให้แก่นักลงทุนที่รู้จักกันในนาม "แชร์ลูกโซ่" (Ponzi scheme) คือการลงทุนที่บอกว่าผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนสูง แต่ความจริงแล้วเป็นนำเอาเงินของนักลงทุนใหม่ ๆมาจ่ายให้แก่นักลงทุนเดิมเท่านั้น

ผู้พิพากษายังได้มีคำสั่งให้ริบทรัพย์แมดอฟฟ์ 171,000 ล้านดอลลาร์หรือเกือบ 6 ล้านล้านบาท ที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย ตามคำขอของอัยการ และในคำสั่งพร้อมกันนั้น ศาลในนิวยอร์กยังได้ยึดทรัพย์ภรรยาของเขา รุธ แมดอฟฟ์ 85 ล้านดอลลาร์ ทำให้เวลานี้เธอเหลือเงินสดติดตัวอยู่ 2.5 ล้านดอลลาร์

ส่วนเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เหยื่อสูญเสียไปนั้น อัยการบอกว่าสามารถกู้คืนจากการชำระทรัพย์สินของเขาได้เพียง 1 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สาวก “ดงบังชิงกิ” สะอื้น! แจ้งจับหนุ่มหัวใสตุ๋นขายบัตรคอนเสิร์ตผ่านเว็บ


แฟนคลับวงดนตรีบอยแบนด์เกาหลี “ดงบังชิงกิ” เข้าแจ้งความดำเนินคดีชายอ้างชื่อ “ชานุพันธ์ แนบเนียน” หลังถูกหลอกขายบัตรคอนเสิร์ตของวงดนตรีดังผ่านทางเว็บไซต์ โดยโอนเงินเข้าบัญชี สูญไป 5 หมื่นบาท แต่ยังไม่ได้รับบัตรคอนเสิร์ตตามที่อ้างว่าส่งมาให้ทางไปรษณีย์เพราะไม่สะดวกส่งด้วยตัวเอง


วันนี้ (26 มิ.ย.) ที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 11.30 น. น.ส.ดวงใจ เครืองาม อายุ 32 ปี พนักงานโรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านสีลม อยู่บ้านเลขที่ 13/10 หมู่ 7 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม. พร้อมกับกลุ่มสาววัยรุ่นแฟนคลับวงดนตรีบอยแบนด์เกาหลีชื่อดัง “ดงบังชิงกิ” ประมาณ 10 คน เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.สมบัติ มาลัย พนักงานสอบสวน (สบ 3) กก.1 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับชายอ้างเป็น นายชานุพันธ์ แนบเนียน อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18/70 หมู่ 4 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม.หลังจากถูกหลอกลวงขายบัตรคอนเสิร์ต “The 3rd Asia Tour Concert” ของวงดนตรีดังกล่าว ทางเว็บไซต์ www.siamzone.com ต้องสูญเงินไปเป็นจำนวนกว่า 50,000 บาท


น.ส.ดวงใจ กล่าวว่า ตั้งแต่ทราบว่าวงบอยแบนขวัญใจ “ดงบังชิงกิ” จะมาเปิดการแสดงคอนเสิร์ตในประเทศไทยในวันที่ 27-28 มิถุนายนนี้ และเปิดจองบัตรคอนเสิร์ตเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมาเป็นวันแรก แต่บัตรหมดเพียงนาทีเดียวเท่านั้น เมื่อต้องผิดหวังจากการจองบัตรคอนเสิร์ต ตนก็ยังพยายามหาบัตรต่อไปเพราะอยากดูการแสดงครั้งนี้อย่างมาก และในที่สุดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมาก็ไปพบกระทู้ในเว็บไซต์ www.siamzone.com ซึ่งมีผู้ต้องการขายบัตรในราคา 4,500 บาท มีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อสอบถาม ตนจึงโพสต์ข้อความในกระทู้ตอบกลับไปและได้โทรศัพท์ไปสอบถามรายละเอียด โดยขอซื้อบัตรจำนวน 3 ใบ รวมราคา 13,500 บาท ซึ่งจะต้องโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพในชื่อของนายชานุพันธ์


“ดิฉันก็ไม่ได้หลงเชื่อเขาเสียทีเดียวได้สอบถามว่าทำไมถึงได้บัตรที่นั่งดีๆ หลายใบ ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่าบัตรดังกล่าวเป็นของน้องสาวเขาที่จองไว้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ จ.ลำปาง แต่ในวันทำการแสดงไม่สามารถไปดูได้เพราะต้องเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และตัวเขาเองก็ทำงานเป็นไกด์อยู่ที่ จ.ลำปาง ไม่สะดวกจะเอาบัตรมาให้เอง ดิฉันก็ขอให้เขาโพสต์บัตรคอนเสิร์ตให้ดูทางเว็บไซต์เพื่อตรวจสอบข้อมูลกับทางไทยทิคเก็ตว่าเป็นบัตรจริงหรือไม่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าเขามีบัตรจริง ตนก็ยังไม่ได้โอนเงินให้ทั้งหมดเพราะเขาบอกว่าจะส่งบัตรให้ทางไปรษณีย์ ไม่สะดวกที่จะส่งมอบให้ด้วยตนเอง ทำให้ตนก็ยังลังเลและต่อรองขอจ่ายเงินให้เต็มราคาบัตรเพียง 1 ใบ ราคา 4,500 บาทไปก่อน หากได้รับบัตรครบทั้ง 3 ใบก็จะโอนเงินจำนวนที่เหลือ 9,000 บาท ให้อีกครั้ง” น.ส.ดวงใจกล่าว


น.ส.ดวงใจ กล่าวอีกว่า จากนั้นในวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้โอนเงินให้นายชานุพันธ์ ต่อมาเมื่อนายชานุพันธ์บอกว่าให้ลูกน้องไปส่งบัตรทางไปรษณีย์แล้วไม่น่าจะเกิน 3 วันน่าจะได้รับ ตนจึงหลงเชื่อยอมโอนเงินจำนวนที่เหลือให้ในวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ 18 มิถุนายนก็ยังไม่ได้รับบัตรจึงโทรศัพท์ติดต่อสอบถามไป ตอนแรกก็ยังติดต่อได้และมีเพียงคำกล่าวยืนยันว่าจะถึงมือตนแน่นอน จนในวันที่ 19 มิถุนายนเรื่อยมาจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับบัตรและไม่สามารถติดต่อกับนายชานุพันธ์ได้อีก จึงเชื่อว่าถูกหลอกลวงจึงรีบเข้าแจ้งความไว้ที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ และได้โพสต์ข้อมูลการหลอกลวงที่เกิดขึ้นในเว็บไซต์เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ใดหลงเชื่อ แต่ก็ยังพบว่ามีวัยรุ่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา หลงเชื่อถูกหลอกเช่นเดียวกับตนไปแล้วอีกกว่า 20 ราย


ด้าน พ.ต.ท.สมบัติ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับเรื่องโดยสอบปากคำผู้เสียหายไว้แล้ว และพบว่าผู้เสียหายทั้งหมดได้เข้าแจ้งความต่อตำรวจในท้องที่เกิดเหตุมาแล้วในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่วนผู้เสียหายรายอื่นนั้นสามารถเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ บก.ป.ได้ ส่วนการกระทำความผิดลักษณะดังกล่าวในเบื้องต้นพบว่าเข้าข่ายฐานฉ้อโกง

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

จับแก๊งเหล็กไหล ต้ม 30 ล้าน นายพล-บิ๊กข้าราชการ

กองปราบปรามบุกจับพ่อปู่สุทัศน์ เจ้าสำนักเหล็กไหล หัวหน้าแก๊งต้มตุ๋นรายใหญ่ เมื่อเวลา 07.00 น. วานนี้(17 ก.ย.) ชุดสืบสวนกองปราบปราม นำโดย พ.ต.ต.อดินันท์ ชัยนันท์ สว.กก.1 ป. พร้อมกำลัง ได้นำหมายค้น และหมายจับเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 19/13 หมู่ 8 ซอยลาดพร้าว 71 แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. เพื่อเข้าตรวจหาหลักฐานทางคดี และจับกุมตัวนายเสือ เพชรสังฆาต อายุ 69 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน หลังจากเมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายประมาณ 15 ราย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผบก.ป. ว่า ถูกนายเสือกับพวกต้มตุ๋น โดยอ้างตัวว่าเป็นพ่อปู่สุทัศน์ มีเวทมนตร์ไสยศาสตร์ สามารถเรียกเหล็กไหลได้ พร้อมกับหลอกลวงให้นำเงินร่วมลงทุนสร้างเครื่องรางพระเครื่องและกำไลเหล็กไหล เพื่อส่งไปจำหน่ายต่อยังประเทศศรีลังกา เนื่องจากมียอดสั่งจองหลายหมื่นองค์
บ้านดังกล่าวเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ 2 ชั้น ทรงยุโรป ปลูกในเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ มูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท ก่อสร้างเสร็จได้ประมาณ 2 เดือน ภายในบ้านพบนายเสือ นางหยุย เพชรสังฆาต อายุ 45 ปี สามีภรรยาและ น.ส.สุภักดิ์ เพชรสังฆาต อายุ 23 ปี ลูกสาว ผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงควบคุมตัว พร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ จากนั้นเข้าตรวจค้นหาหลักฐานทางคดี โดยยึดเอกสารการถือครองหุ้นเทวรูปชัยวรมันของผู้เสียหายประมาณ 30 ราย โฉนดที่ดินและเอกสารสำคัญจำนวนหนึ่งซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ห้องใต้บันไดชั้นล่าง ส่วนในห้องนอนชั้น 2 พบเทวรูปชัยวรมัน ขนาด 3 นิ้ว กำไลโลหะ ตรีศูลขนาดเล็ก ซึ่งเป็นอาวุธของเทพ รวมทั้งพระเครื่องและเครื่องรางของขลังที่อ้างว่าทำจากเหล็กไหลอีกจำนวนมาก นอกจากนี้ ได้ยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำพระเครื่องและกำไล รถเบนซ์ รุ่นเอส 280 หมายเลขทะเบียน ภย 2654 กรุงเทพมหานคร รถยนต์ โตโยต้า คัมรี หมายเลขทะเบียน วบ 4249 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์กระบะโตโยต้า ไทเกอร์ หมายเลขทะเบียน ณธ 2321 กรุงเทพมหานคร ก่อนนำตัวผู้ต้องหาและของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนกองปราบปรามสอบสวนดำเนินคดี โดยในเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ขอไปให้การในชั้นศาล
ส่วนกำลังอีกชุด นำโดย พ.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผกก.กก. 1 ได้เข้าตรวจค้นสำนักประกอบพิธีกรรมปลุกเสกเครื่องรางเหล็กไหล เลขที่ 520 ซอยลาดพร้าว 86 พบผู้ดูแล 1 คน อ้างว่าพ่อปู่สุทัศน์เพิ่งออกจากสำนักไปเมื่อตอนตี 5 ส่วนภายในห้องประกอบพิธี พบเครื่องบูชาวางอยู่ นอกจากนี้ ยังพบกระดาษเขียนใบหุ้นถูกฉีกทิ้งในถังขยะจำนวนหนึ่ง รวมทั้งเอกสารหลักฐานบางอย่าง จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐานประกอบคดี
พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา มีกลุ่มผู้เสียหายกว่า 20 คน ส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งเศรษฐีในแวดวงไฮโซ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่า ถูกนายเสือ เพชรสังฆาต หรือที่รู้จักกันในนามพ่อปู่สุทัศน์ พร้อมลูกเมีย ชักชวนให้ลงทุนร่วมหุ้นทำเทวรูปชัยวรมันเหล็กไหลและกำไลข้อมือเหล็กไหล เพื่อส่งไปจำหน่ายยังประเทศศรีลังกา อ้างว่าลงทุนเทวรูป 1 องค์ ในราคา 3,200 บาท เมื่อส่งไปขายจะขายได้ราคา 68,100 บาท คิดเป็นกำไรถึง 11 เท่าตัวของทุนที่ลงไป โดยก่อนหน้านี้ ก็ได้พากลุ่มผู้เสียหายไปยังถ้ำแห่งหนึ่งใน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เพื่อให้ดูการทำพิธีเรียกและตัดเหล็กไหลให้เห็นกันจะจะให้เกิดความเชื่อถือ หลังจากนั้นก็นำก้อนเหล็กไหลดังกล่าวกลับไปทำพิธีปลุกเสกขึ้น เป็นองค์เทวรูปโลหะในบาตรน้ำมนต์ ภายในสำนักทำพิธีกรรมเลขที่ 520 ซอยลาดพร้าว 86 ถนนลาดพร้าว แขวงและเขตวังทองหลาง กทม. ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อร่วมกันลงทุนสร้างเทวรูปดังกล่าว เป็นจำนวน 25,000 องค์ โดยลงทุนกันตั้งแต่หลักแสนบาท ไปจนถึงหลายล้านบาท ส่วนใหญ่นำเงินสดไปให้ที่บ้านและมีบางส่วนจ่ายเป็นเช็คเงินสดในนามของนายเสือ จึงรับเรื่องไว้ดำเนินการสืบสวนจับกุม
ผบก.ป.กล่าวว่า ภายหลังจากสอบปากคำผู้เสียหายแล้ว ได้ขออนุมัติออกหมายจับนายเสือ หรือพ่อปู่สุทัศน์ กับพวกรวม 3 คน ตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 3531-3/2548 ลงวันที่ 16 ก.ย.2548 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เนื่องจากคดีนี้มีผู้เสียหายจำนวนมาก ค่าเสียหายเบื้องต้นมีมูลค่าถึง 30 ล้าน นอกจากนี้ จากสภาพความเป็นอยู่อย่างหรูหรา และทรัพย์สินของผู้ต้องหามีเป็นจำนวนมาก มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท จึงเชื่อว่าน่าจะมีผู้เสียหายมากกว่านี้ ดังนั้น ขอให้ผู้เสียหายที่ถูกกลุ่มผู้ต้องหาหลอกลวง เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกองปราบฯได้ตลอดเวลา สำหรับสิ่งของที่ผู้ต้องหานำมาหลอกลวงนั้น จากการตรวจสอบเป็นแค่สเตนเลสไม่ใช่เหล็กไหล ในส่วนเรื่องการประกันตัวsผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนคงไม่อนุญาต เนื่องจากต้องรอผู้เสียหายเพิ่มเติม เชื่อว่าจะมีอีกเป็นจำนวนมาก และเนื่องจากเป็นคดีฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงินของ ปปง. ทางกองปราบฯ จะประสานกับทาง ปปง. เพื่ออายัดทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ต้องหาไว้ตรวจสอบต่อไป
ด้านนางกมลพร ดิษาภิรมณ์ อายุ 51 ปี 1 ในผู้เสียหายซึ่งมาชี้ตัวยืนยัน เปิดเผยว่า เมื่อประมาณกลางปี 45 ได้มีเพื่อนวงการนายทหารระดับนายพล นายตำรวจและข้าราชการระดับสูง ชักชวนให้ลงทุนทำเทวรูปเหล็กไหล อ้างว่าจะมีกำไรจากการลงทุนสูงถึง 11 เท่า จึงหลงเชื่อนำเงินไปลงทุนจำนวนหลายครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีรายได้ตามที่กล่าวอ้าง ทำให้เงินขาดมือ ครอบครัวเดือดร้อน ต้องติดตามทวงถาม แต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยง สุดท้ายได้กลับคืนมาแค่ 2-3 หมื่นบาท จึงเชื่อว่าโดนหลอกแน่ ก่อนพากันเข้าแจ้งความ นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนอีกคนถูกหลอกสูญเงินไปถึง 15 ล้านบาท แต่ไม่กล้าเข้าแจ้งความ เนื่องจากกลัวจะถูกอาจารย์ปู่ใช้เวทมนต์คาถาเสกเป่าทำร้าย เลยยังไม่กล้ามาแจ้งความ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อและเข้าแจ้งความมีทั้งพระชั้นผู้ใหญ่ นายทหารเกษียณราชการยศ พล.ร.อ. พล.ร.ต. และตำรวจยศ พ.ต.อ. ตกเป็นเหยื่องมงายเพราะความโลภด้วย

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ดูกันชัดๆ ปฏิทินโจร 600x800 pxl




รายแรกในปฏิทินล่าโจร นายมนตรี หรือ "อู๊ด" แสนคำ ที่ก่อคดียิง พ.ต.อ.ประพนธ์ แกลโกศล อดีตรองผบก.น.9 โดยนายมนตรีกระหน่ำยิงเหยื่อถึง 7 นัด เสียชีวิตพร้อมลูกน้องรวม 3 ศพ นอกจากนี้ยังมีตำรวจและประชาชนถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2 ราย ตำรวจตั้งข้อหาคนร้ายฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เหตุเกิดในท้องที่ สน.ท่าข้าม ตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 23 พ.ค.2550 คดีหมดอายุวันที่ 22 พ.ค.2570 มีรางวัลนำจับครั้งแรกกำหนดไว้ 200,000 บาท แต่พล.ต.ท.วรพงษ์ให้เพิ่มเป็น 500,000 บาท

รายที่ 2 นายสุนทอน สีดา ถูกตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนของ สน.สุทธิสาร ตามหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 9 ก.ย.2551 คดีหมดอายุวันที่ 4 ก.ค.2571 รางวัลนำจับ 50,000 บาท พฤติการณ์คือผู้ต้องหาร่วมกับนายสมดี สุขะพล มือปืน (ถูกจับแล้ว) ก่อเหตุยิงนางเรืองดาว ณะขุนขันธ์ เสียชีวิตภายในลาดพร้าวซอย 10 กรุงเทพฯ

รายที่ 3 นายมานะ กำลังเพ็ชร ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนของ สน.สามเสน ตามหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 31 ต.ค.2546 คดีหมดอายุวันที่ 27 ต.ค.2566 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 4 นายสายชล หรือ "ต้อม" ดีนิสัยกุล ข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายของ สน.เพชรเกษม ตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 30 ต.ค. 2546 คดีหมดอายุวันที่ 30 ต.ค.2561 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 5 นายกฤษณะ หรือ "จิม" น้อยสุข ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาของ สน.บุคคโล ตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 25 พ.ย.2551 คดีหมดอายุวันที่ 24 พ.ย.2571 รางวัลนำจับ 50,000 บาทเช่นกัน

รายที่ 6 นายไพฑูรย์ หรือ "แสบ" ชนะการกิจวัฒนา ข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าของ สน.มักกะสัน ตามหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 19 ต.ค.2549 คดีหมดอายุวันที่ 16 ก.ค.2569 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 7 นายวุฒิไชย์ วรมิตร ข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของ สน.ดุสิต ตามหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 23 มิ.ย.2549 คดีหมดอายุวันที่ 21 ต.ค.2568 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 8 นายณรงค์ฤทธิ์ โพธิ์แก้ว ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นของ สน.ภาษีเจริญ ตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 20 พ.ค.2547 คดีหมดอายุวันที่ 14 เม.ย.2567 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 9 นายประเสริฐ วงศ์ศิลา ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาของ สน.เพชรเกษม ตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 9 ก.ย.2547 คดีหมดอายุวันที่ 21 ส.ค.2567 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 10 นายทัพพ์ หรือ "ทร" หงษ์ไม้ ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธของ สน.ทุ่งมหาเมฆ ตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ ลงวันที่ 17 ม.ค.2551 คดีหมดอายุวันที่ 21 พ.ย.2570 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 11 นายกวง สมพุฒ ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาของ สน.ฉลองกรุง ตามหมายจับของศาลอาญามีนบุรี ลงวันที่ 26 มิ.ย.2549 คดีหมดอายุวันที่ 16 ก.พ.2569 รางวัลนำจับ 50,000 บาท
รายที่ 12 นายบุญเกิด ยีรัมย์ ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนของ สน.บางโพงพาง ตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ ลงวันที่ 5 ต.ค.2551 คดีหมดอายุวันที่ 3 ต.ค.2571 รางวัลนำจับ 50,000 บาท
รายที่ 13 นายเอกลักษณ์ พ่วงพันธ์ ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตของ สน.บางนา ตามหมายจับของศาลจังหวัดพระโขนง ลงวันที่ 14 ส.ค.2551 คดีหมดอายุวันที่ 4 ส.ค.2571 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 14 นายราชันย์ หรือ "สี่" เมืองเชียงหวาน ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นของ สน.คลองตัน ตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ ลงวันที่ 20 มี.ค.2550 คดีหมดอายุวันที่ 9 ก.ย.2567 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 15 นายวุฒิชัย ขวัญแก้ว ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นของ สน.ลาดพร้าว ตามหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 27 ส.ค.2550 คดีหมดอายุวันที่ 26 ส.ค.2570 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 16 นายเดชา หรือ "ต๊ะ" จิตตโชติ ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาของ สน.สมเด็จเจ้าพระยา ตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 20 มิ.ย.2550 คดีหมดอายุวันที่ 19 มิ.ย.2570 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 17 นายต้อย หรือ "เติ้ล" ถนอมทุน ข้อหาฆ่าผู้อื่น, มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตของ สน.สำเหร่ ตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 4 มี.ค.2552 คดีหมดอายุวันที่ 3 มี.ค.2572 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 18 นายน้ำพุ วิไลรัตน์ ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ, มีอาวุธปืนของ สน.บางมด ตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 23 ก.พ.2552 คดีหมดอายุวันที่ 22 ก.พ.2572 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 19 นายธนภูมิ หรือ "เต๊ะ" ฤาษี ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นของ สน.ราษฎร์บูรณะ ตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 18 ส.ค.2551 คดีหมดอายุวันที่ 15 ส.ค.2571 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 20 นายไพฑูรย์ ดอนตะโกน ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาของ สน.ลาดกระบัง ตามหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี ลงวันที่ 27 ก.ย.2549 คดีหมดอายุวันที่ 26 ก.ย.2569 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 21 นายพิเชษฐ์ ณ พัทลุง ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาของ สน.คลองตัน ตามหมายจับของศาลจังหวัดพระโขนง ลงวันที่ 21 เม.ย.2551 คดีหมดอายุวันที่ 19 เม.ย.2571 รางวัลนำจับ 50,000 บาท

รายที่ 22 นายอับดุลเลาะ หมัดวัง ข้อหาปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธของ สน.บางพลัด ตามหมายจับของศาลจังหวัดตลิ่งชัน ลงวันที่ 23 พ.ย.2551 คดีหมดอายุวันที่ 22 พ.ย.2571 รางวัลนำจับ 30,000 บาท
รายที่ 23 นายจตุรงค์ หงษา ข้อหาปล้นทรัพย์ของ สน.นางเลิ้ง ตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ ลงวันที่ 11 ธ.ค.2546 คดีหมดอายุวันที่ 18 เม.ย.2566 รางวัลนำจับ 30,000 บาท

และรายสุดท้าย คือ นายสาโรช หนูทอง ข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ, ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนเองของ สน.หัวหมาก ตามหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 25 ม.ค.2550 คดีหมดอายุวันที่ 11 ธ.ค.2564 รางวัลนำจับ 30,000 บาท

ใครมีเบาะแสแจ้งได้ที่ 0-2354-3399

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หลอกขายกล่องรับจานดาวเทียมที่คลองถม

ผมไปเดินเก็บอะไหล่ในคลองถมวันอาทิตย์ จะมีพ่อค้าอยู่กลุ่มหนึ่งหลอกขายกล่องรับจานดาวเทียม ไม่ต้องใช้อะไรอีกเสียบสายเข่า RF ทีวี แล้วเปิดดูได้เลย อยู่ที่ร้านแบกะดินก็เปิดได้ทุกตัว ทุกกล่องแต่ถ้าซื้อออกมาเรียบร้อยครับ ทุกกล่องไม่ออกสักตัว คนขายจะบอกว่าเปลี่ยนได้คืนได้จะได้ไม่มีปัญหากับคนซื้อ แล้วก็เห็นมีคนเอามาเปลี่ยน เอามาคื่นก็ได้ตังตืนทุกคน เราก็อยากลองไง ซื้อเลยตัวละ 200 บาท ข้างกล่องเขียนว่า RF เป็น av 3 เส้น แล้วมันจะรับดาวเทียมได้ยังไง รู้ทั้ง รู้ต้องลอง ความรู้ต้องลอง ก็เลยยอมเสียตังไป 200 บาท เอากลับมาลองที่บ้านไม่ติดครับแล้วที่ร้านเขาทำได้ไงละสงสัย แต่ต้องเอากลับไปคืนเอาตังกลับมาก่อน อีก 1 อาทิตย์ ก็รีบเอากลับไปคืน ได้ตังคืนมา 200 บาท เท่าทุนไม่เข้าเนื้อยืนมุงๆๆ อยู่มีพี่ช่างซ่อม ทีวี มาช่วยมุงด้วยแล้วถึงชี้ ให้ดูถัดออกมาทางหลังร้านพวกนี้จะมีกระเป๋าผ้าอยู่ 1 ใบในนั้นต่างหากที่มีตัวรับดาวเทียมของจริงอยู่ แล้วต่อเสาออกมานอกกระเป๋าไม่มากพอกระจายคลื่นที่ระยะ 0.5-1 ม. ทีนี้ใช้สายไฟธรรมดาจิ่ม RF ภาพก็ติดครับ แต่พ้นแนวเขตที่ร้านยังไงก็ไม่ติด กลับมานั่งคิดๆๆๆดูแค้นครับ นึกว่าเสียค่าวิชา แต่มันไม่ถูกครับมันหลอกคนซื้อ ที่ละ 200 บาท 100 คน ต่อวัน อาจจะเกินด้วย (เกินอยู่แล้ว) ในตลาดคลองถมก็รวยจมหูเงินท่วมตายแล้วครับ อีกอย่างเจ้าของร้านพูดไทยไม่ชัดครับ แต่มีลูกน้องคนไทยอยู่ 1- 2 คน ถ้าเราทำท่าโกรธขอคืนของ + ขอตังคืนเขาก็คืนครับ ต้องคืนถึงจะไม่มีเรื่องแล้วมาเอาคนที่ไม่ขอคืน ผมเลยเอามาเล่าให้อ่านเล่นๆ ถ้าเจอพวกนี้อย่าเสียเวลาไปยืนมุงครับเดียวคนอื่นเข้าใจว่าดีเลยช่วยให้ตังเขาใช้อีก จะแจ้งตำรวจก็เรื่องยาวเสียเวลาเราอีก เลยขออนุญาติเล่าให้อ่านในนี้ก็แล้วกันครับ (ผมเคยถามถ้าแจ้ง สคบ คุณต้องเสียเวลาเป็นเจ้าทุกชี้ตัวครับถ้าไม่แจ้งเจ้าหน้าที่บอกไม่มีผู้เดือดร้อน ไม่รับเรื่องครับ)

เผยแพร่โดย : sorat ที่ are101.org เมื่อ 20 มิถุนายน 2552

หลอกให้เสียค่าภาษีอากรจากการรับสินค้าปลายทาง

กรมศุลกากรเตือนภัยหญิงไทยที่ติดต่อชาวต่างชาติผ่านทางระบบ Internet ระวังถูกหลอกให้เสียค่าภาษีอากรจากการรับสินค้าปลายทางที่ส่งมาเป็นของกำนัลจากต่างประเทศ

นายยุทธนา หยิมการุณ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมศุลกากรได้รับแจ้งจากหญิงไทยหลายรายว่า ได้มีการติดต่อกับชายชาวต่างชาติทาง Internet หลังจากนั้นชายชาวต่างชาติผู้นั้นแจ้งว่าจะส่งของกำนัลต่างๆมาให้ เช่น โน้ตบุ๊คส์ สร้อยคอ หรือเงินสด ฯลฯ และให้รอรับการติดต่อจากบริษัทขนส่งสินค้า จากนั้นไม่นานก็จะได้รับการติดต่อจากบริษัทขนส่งสินค้า ทาง e-mail และโทรศัพท์ โดยให้โอนเงินจำนวนมากไปยังบริษัทขนส่งสินค้าในประเทศมาเลเซีย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและค่าภาษีอากร ทั้งนี้ ผู้ร้องเรียนทุกรายจะได้รับแจ้งยอดเงินที่ให้โอนจำนวนใกล้เคียงกัน และชนิดของของที่ส่งมาเหมือนกัน

กรมศุลกากรขอเรียนว่า พฤติกรรมดังกล่าวน่าจะเป็นการหลอกล่วงของมิจฉาชีพ เนื่องจากตามข้อเท็จจริงสินค้าหรือของที่มีปลายทางถึงผู้รับในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ ท่าหรือที่ที่สินค้านั้นๆผ่านเข้ามา จะเป็นผู้เปิดตรวจ และหากเป็นสินค้าหรือสิ่งของที่ต้องเก็บค่าภาษีอากร เจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บค่าภาษีอากรตามกฎหมายไทยและดำเนินการในประเทศไทย โดยไม่มีการเปิดตรวจหรือเก็บภาษีที่ต่างประเทศแต่อย่างใด

โฆษกกรมศุลกากร เพิ่มเติมว่า นอกจากกรณีข้างต้นแล้ว ปัจจุบันมีการลงเว็ปไซด์ประกาศขายสินค้าราคาถูกโดยอ้างว่าเป็นสินค้าจากกรมศุลกากร อาทิ รถยนต์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ และให้มีการโอนเงินมัดจำหรือนัดให้ไปชำระเงินส่วนที่เหลือเพื่อรับสินค้า ด้วยวิธีการต่างๆที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งกรมศุลกากรขอยืนยันว่า การจำหน่ายสินค้าของกลางกรมศุลกากรโดยวิธีที่ถูกต้องจะเป็นการลงประกาศขายทอดตลาดอย่างเป็นทางการเพียงวิธีเดียว และจะรับชำระเงิน ณ ที่ทำการศุลกากร โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรเท่านั้น ไม่มีการบอกขายทางระบบ Internet หรือผ่านบุคคลที่แอบอ้าง และไม่มีการให้โอนเงินค่าสินค้า หรือโอนเงินมัดจำเข้าบัญชีผู้ใดทั้งสิ้น

ทั้งนี้ หากท่านสนใจซื้อสินค้าศุลกากรโปรดตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องทุกครั้ง ทาง www.customs.go.th และหากผู้ใดพบเห็นผู้ที่มีพฤติกรรมข้างต้น โปรดติดต่อส่วนสื่อสารและบริการข้อมูล โทร 02-667-7988 หรือสายด่วนศุลกากร โทร 1164

รวบ “โมเดลลิ่งเก๊” ตุ๋นหนุ่มหน้าตาดีฉกทรัพย์กลางห้างดัง



ตำรวจปทุมวันรวบโมเดลลิ่งเก๊ หลอกตุ๋นหนุ่มวัยรุ่นหน้าตาดีตามห้างดังกลางเมือง อ้างพาเข้าวงการบันเทิง ก่อนหาโอกาสฉกทรัพย์ เผยจำวิธีตุ๋นจากละครโทรทัศน์ ก่อเหตุมาแล้วกว่า 20 ราย



วันนี้ (21 มิ.ย.) เมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวัน แถลงผลการจับกุมจับกุม นายเจษฎาทราย นาวาทอง อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 88/2 ม.1 ต.บางทราย อ.เมือง จ.ชลบุรี ผู้ต้องหาที่อ้างตัวเป็นโมลเดลลิ่งหลอกลวงเด็กหนุ่มหน้าตาดีชักชวนไปเป็นนายแบบ ก่อนที่จะขโมยทรัพย์สินหลบหนี

พ.ต.อ.ไพศาล กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนทราบว่านายเจษฎาทรายมีพฤติกรรมหลอกลวงเด็กหนุ่มตามห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เช่น สยามเซ็นเตอร์ มาบุญครอง เซ็นทรัลเวิลด์ โดยทำมากว่า 1 ปี และมีหมายจับกว่า 14 หมาย เจ้าหน้าที่สายสืบจึงนำรูปคนร้ายรายนี้ไปเผยแพร่กับ รปภ.ตามห้างต่างๆ เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตา กระทั่งเมื่อเวลา 11.00 น.วันนี้ รปภ. ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ได้ประสานมายังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนว่าพบผู้ต้องหามาเดินวนเวียนอยู่จึงนำกำลังไปควบคุมตัวได้ดังกล่าว

สอบสวนนายเจษฎาทราย รับสารภาพว่าแอบอ้างตัวเป็นโมเดลลิ่งชื่อเจษ หลอกเด็กหนุ่มหน้าตาดีไปเป็นนายแบบ โดยจะไม่เน้นที่เด็กสาวเนื่องจากหลอกยาก และเรื่องมาก ทำมาแล้วประมาณ 1 ปี โดยจำวิธีการมาจากละครเรื่องหนึ่งที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ และเมื่อลองดูครั้งแรกและทำสำเร็จจึงทำเรื่อยมา โดยจะออกตระเวนตามห้างต่างๆ ที่มีวัยรุ่นมาเที่ยวจำนวนมาก เมื่อพบเหยื่อที่ต้องการจะเข้าไปทาบทามตีสนิท โดยจะแอบอ้างว่าสามารถชักชวนเข้าวงการบันเทิงได้ โดยจะเริ่มต้นจากการเป็นนายแบบ


“หลังจากเหยื่อหลงเชื่อก็จะใช้อุบายให้เหยื่อฝากทรัพย์สินมีค่าต่างๆ ไว้ที่ผม โดยแลกกับบัตรประชาชนที่ถ่ายเอกสารไว้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่หลบหนีไปไหน จากนั้นก็จะหลอกให้เหยื่อขึ้นไปที่สตูดิโอชั้นบนของห้าง ก่อนจะนำทรัพย์สินของเหยื่อหลบหนีไปทันที โดยทำมาแล้วกว่า 20 ราย” นายเจษฎาทราย กล่าว

เผยแพร่โดย : ASTV ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 21 มิถุนายน 2552

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โปรดระวัง แก๊งต้มตุ๋น ยังไม่สูญพันธุ์

เรื่องราวของขบวนการของแก๊งต้มตุ๋นที่ใช้หลอก ผ่านทางบัตรเครดิต โดยโยงมาถึงการใช้โทรศัพท์มือถือจนถึงเครื่องเอทีเอ็มปรากฏ เป็นข่าวออกมาเป็นระยะ ๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตามจับกุมกลุ่มบุคคลที่อยู่ขบวนการชั่วร้ายเหล่านี้มาให้ประชาชนได้รับทราบ พร้อมทั้งเปิดเผยถึงวิธีการและเทคนิคในการต้มตุ๋นของประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพ

ล่าสุดก็ได้มีการจับกุมขบวนการต้มตุ๋นเหยื่อทางบัตรเครดิต หลอกให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มโดยไม่รู้ตัว โดยที่ขบวนการนี้มีกองบัญชาการอยู่ที่ประเทศจีน และมีเจ้าหน้าที่คนไทยประจำอยู่หลายคนคอยโทรศัพท์มาถึงเหยื่อในประเทศไทย เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อจนต้องสูญเสียเงินให้แก่ขบวนการพวกนี้

ประเด็นเรื่องหลอกผ่านบัตรเครดิตนั้น กลุ่มคนร้ายนี้ ทราบดีว่าผู้ที่มีบัตรเครดิตอยู่ย่อมมีความอ่อนไหวในเรื่องถูกบุคคลอื่นใช้บัตรเครดิตปลอมในชื่อของตนเองมารูดซื้อสินค้าเป็นเงินจำนวนมาก ถ้าใครที่ได้รับการแจ้งเข้ามาทางโทรศัพท์มือถือโดยบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารโน้นธนาคารนี้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะไม่โชว์หมายเลขปลายทาง ก็ขออย่าตื่นตกใจ และอย่าได้กระทำตามที่พวกมิจฉาชีพให้ไปดำเนินการที่ตู้เอทีเอ็มอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าหลงกลไปทำตามก็อาจจะกลายเป็นการโอนเงินผ่านบัญชีไปถึงขบวนการต้มตุ๋นอย่างไม่รู้ตัว และต้องสูญเสียเงินไปโดยไม่สามารถตามกลับคืนมาได้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเพิ่งทลายแก๊ง ขบวนการที่หลอกเหยื่อในเรื่องบัตรเครดิตซึ่งทำกันเป็นล่ำเป็นสันต้มตุ๋นเหยื่อมานานกว่า 8 ปี และตุ๋นเงินได้กว่า 1,000 ล้านบาท แต่คิดว่าขบวนการประเภทนี้คงจะไม่สูญพันธุ์ไปแบบง่าย ๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่อยากให้มีเหยื่อโดนหลอกต่อไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าผู้ที่ได้รับโทรศัพท์ทางมือถือทำนองนี้ควรตั้งสติเอาไว้อย่าได้ตกอกตกใจในเรื่องเงินที่จะต้องจ่ายตามบัตรเครดิตที่พวกคนร้ายหลอกเข้ามาตามสาย ยิ่งบัตรเครดิตธนาคารที่ผู้รับมือถือไม่เคยไปทำไว้ ก็ยิ่งไม่ต้องกังวลเลย เนื่องจากสามารถตรวจสอบได้ซึ่งจะไม่ทำให้ผู้ที่โดนหลอกสูญเสียเงินแต่อย่างใด

ขบวนการต้มตุ๋นประเภทนี้รู้ว่าเมื่อเป็นข่าวคราว ออกมาทำให้สาธารณชนได้รับทราบกันกว้างขวาง แต่พวกมิจฉาชีพเหล่านี้ก็ย่อมรู้ว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ทราบข่าวที่เกิดขึ้น จึงทำให้มีขบวนการหลอกต้มตุ๋นเรื่องบัตรเครดิตรายใหม่มาแทนรายเก่าที่โดนจับไป เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ผู้ที่มีบัตรเครดิตที่ทราบข่าวคราวในเรื่องนี้ควรบอกต่อไปยังเพื่อนๆ ให้รับทราบและให้เพื่อนๆ บอกต่อไปยังเพื่อนของเพื่อนให้รับรู้ถึงเล่ห์เพทุบายของขบวนการเหล่านี้อย่างกว้างขวาง พร้อมกันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องคอยเฝ้าระวังและสืบเสาะติดตามจับกุมแก๊งพวกนี้มาเปิดโปงให้ประชาชนได้รับรู้บ่อยๆ ถึงแม้จะไม่สามารถทำให้สิ้นซากสูญพันธุ์ไปได้ แต่ก็คงจะทำให้ลดน้อยเบาบางลงไปได้

เผยแพร่โดย เดลินิวส์

บัตรเสียบประตูเข้าห้องพักโรงแรม

บัตรเสียบประตูเข้าห้องพักโรงแรมที่ใช้แทนกุญแจในปัจจุบันของโรงแรมสมัยใหม่ ผู้รู้บอกว่าถ้าผู้พักรู้ว่า magnetic key card ของโรงแรมมีข้อมูลมากเพียงใดแล้วจะตกใจ

บนการ์ดเหล่านี้จะมี (ก) ชื่อผู้พัก (ข) ที่อยู่ที่บ้าน (ค) เบอร์ห้องโรงแรม (ง) วันที่เช็กอินและเช็กเอาต์ (จ) หมายเลขบัตรเครดิตและวันที่หมดอายุ ข้อมูลทั้งหมดนี้ได้มาจากลูกค้าที่กรอกข้อมูลเมื่อเข้าพัก
ถ้าท่านคืนบัตรเหล่านี้ให้พนักงานที่ฟร้อนเดสตอนเช็กเอาต์และมีคนไม่ดีทำงานอยู่ ก็สามารถดูดข้อมูลเหล่านี้เข้าเครื่องและไปออกบัตรเครดิตใหม่ในชื่อเราและเอาไปใช้ได้อย่างสบาย


โรงแรมนั้นไม่ลบข้อมูลในบัตรเหล่านี้จนกว่าจะมีคนใหม่เข้ามาพัก และออกบัตรใหม่ให้โดยเขียนทับข้อมูลเก่า แต่ก่อนที่จะออกบัตรใหม่ บัตรเก่าที่มีข้อมูลของท่านจะนอนอยู่ในลิ้นชัก ถ้าโรงแรมมีคนไม่ดีท่านก็จะโชคร้าย

คำแนะนำก็คือจงเก็บบัตรเหล่านี้ไว้ เอากลับไปบ้านด้วยและทำลายมัน โดยแน่ใจว่าแถบแม่เหล็กนั้นใช้ไม่ได้ เช่น ตัดให้มันขาด อย่าโยนทิ้งและอย่าได้คืนบัตรกลับให้โรงแรมตอนเช็กเอาต์เป็นอันขาด (บางประเทศ โรงแรมจะชาร์จเงินเพิ่มไม่ได้) ถ้าคิดว่าเขาจะเรียกร้องให้คืนบัตรก็ควรพกแม่เหล็กเล็กๆ ติดตัว ก่อนคืนจงเอาแม่เหล็กผ่านบนแถบแม่เหล็กหลายๆ หนจนมันลบข้อมูลไปหมด ง่ายที่สุดคือจ่ายเงินสดโดยไม่ใช้บัตรเครดิต (หลายคนก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าไปพักโรงแรมที่ไหนมาไม่ใช่หรือครับ อย่าลืมว่าไม่มีหลักฐานใดที่ทำลาย "ความเป็นกระต่ายขาเดียว" ได้เท่ากับสลิปบัตรเครดิต)

เผยแพร่โดย Forwad Mail

รวบแก๊งต้มตุ๋นตระเวนหลอกซื้อขายวัว ก่อนเชิดหนี

พล.ต.ต.อุดม จำปาจันทร์ ผบก.ภ.จว.สกลนคร พร้อมด้วย พ.ต.ท.ฐากูรสมบัติ สวงโท สวญ.สภ.ตาดโตน ได้แถลงผลการจับกุมเครือข่ายตระเวนลักโค-กระบือในหลายพื้นที่ของ จ.สกลนคร ได้ผู้ต้องหา 7 คน การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก ด.ต.สุวรรณ จันทบุตร อายุ 56 ปี ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23 สกลนคร เจ้าของวัว ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.ตาดโตน ว่าโคที่เลี้ยงไว้หายไปจากคอก 7 ตัว ขณะที่ทางด้านผู้ดูแลวัว ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีหญิง 2 ชาย 2 คน มาบอกว่าได้ซื้อวัวจากเจ้าของเรียบร้อยแล้ว และนำรถบรรทุกหกล้อมาขนวัวไป และได้ให้ตนเป็นคนต้อนวัวขึ้นรถให้ โดยให้ค่าจ้าง 100 บาท

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้สุ่มตรวจสอบพบรถและบุคคลตามที่รับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบพบพิรุธ จึงอายัดวัวและผู้ต้องสงสัยไว้ ทั้งหมดคือ นางวนิดา ครีพภูบุตร อายุ 29 ปี ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ซื้อวัว ,นางพัชราวลัย คะปัญญา อายุ 51 ปี เป็นนายหน้าขายวัว ,นายวิเศษ ทีผุย อายุ 63 ปี นายเฉลิม โน๊ตสุภา อายุ 67 ปี ทั้ง 2 เป็นผู้ซื้อวัวเพื่อขายต่อเขียงเนื้อ ,นายสมหมาย ลาลุน อายุ 62 ปี นายฟ้าลั่น ลาลุน อายุ 30 ปี ทั้ง 2 เป็นคนขับรถหกล้อ โดยทั้งหมดเป็นชาว จ.สกลนคร พร้อมของกลางวัว จำนวน 5 ตัว รถบรรทุก 6 ล้อยี่ห้ออีซูซู สีฟ้า หมายเลขทะเบียน 80-5410 สกลนคร และเงินใช้ในการซื้อขาย 2 หมื่นบาท

จากการสอบสวนนางวนิดาให้การว่า ทำแบบนี้มาแล้วในหลายพื้นที่ เมื่อพบเห็นวัวชาวบ้านตามท้องนา หรือคอกที่ไม่มีเจ้าของ ก็จะลงมือก่อเหตุวางแผนหลอกคนดูแลวัวว่าได้ซื้อขายกับทางเจ้าของวัวแล้ว เมื่อได้วัวแล้วได้ว่าจ้างให้รถ 6 ล้อมาขนวัวไปขายตามนัดที่ตลาดโค-กระบือในเขต อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อหาว่า ร่วมกันลักทรัพย์โค-กระบือและรับของโจร ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ จึงนำตัวส่ง ร.ต.ท.อดุลย์ จุดศรี ร้อยเวร สภ.ตาดโตน เพื่อดำเนินคดีต่อไป เผยแพร่โดย The Nation เมื่ื่อ 24 เมษายน 2552

สมาคมทหารตำรวจนอกราชการ


วันหนึ่งก้เป็นวันธรรมดาๆนี่แหละ เราก็นั่งทำงานปกติ อยู่ๆก็มีกลุ่มป้าๆ วัยกลางคนกลุ่มหนึ่งประมาณ 5-6 คน ใส่ชุดคล้ายๆเป็นกลุ่มแม่บ้านของทางราชการนี่แหละ มีเสื้อนอกปักโลโก้อย่างดี เดินเข้ามากะจะหลอกขายของ


คนกลุ่มนี้อ้างว่า มาจาก สมาคมทหารตำรวจนอกราชการ มาเพื่อให้ร่วมทำบุญ บูชาองค์หล่อ ร.5 ซึ่งมีให้จองหลายแบบ ตั้งแต่ 1,000 บาท ไปจนถึง 500,000 บาท ไอ้เราก็ไม่สนใจอยู่แล้ว พยายามจะบอกปัด(นึกในใจว่า กูไม่เอา ออกไป ชิ้วๆ) แบบสุภาพ แต่คนกลุ่มนี้ตื้อมากๆ นำเอกสารมาอ้างหลายอย่าง เช่น
- อัลบั้มรูป ที่มีรูปนายทหารกำลังร่วมทำบุญปลุกเสกรูปหล่อที่นำมาขาย(ชิชะ ของพวกนี้มันแต่งเครื่องแบบปลอมกันเกลื่อน) - เอกสารตัวจริงของสมาคมพร้อมลายเซ็น พลตรี อะไรซักอย่างนี่แหละ(ตูก็ทำได้ ไม่รู้จักเซียน Graphic ซะแล้ว) - ฯลฯ
เราก็นึกในใจว่า เสด็จพ่อ ร.5 นี่ ได้ถูกนำมาเป็นเครื่องมือหากินกันเยอะเหลือเกิน เราเคยโดนหลอกครั้งนึงแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ สมัยเข้ากรุงเทพฯใหม่ๆ ตอนนั้นโดนไป 20 บาท นึกว่ามันจะเอารูปมาแจกฟรี ครั้งนี้คงไม่ยอมโง่ครั้งที่สอง


จะเอาให้ได้แฮะ ไม่ยอมออกไป หลังๆจากพูดดีๆกลับมาพูดในลักษณะดุๆ ดูถูก กึ่งๆบังคับ รุมกันเข้ามา(ถ้าเป็นสาวๆจะไม่ว่าเลย...อิอิ..) ไอ้เราก็ชักรำคาญ+ทนไม่ไหวเลยบอกว่า รอแป้บนะป้า ขอโทรถามเพื่อน และขอตรวจสอบข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก่อน เราเลยยืมเอกสารมันมาเอามือถือถ่ายไว้(เสียดาย มือสั่น ถ่ายไม่ชัด) โทรเช็คกับเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นตำรวจดู "ไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยิน" นี่คือคำตอบแบบชัดเจน มันก็เดินตามตื้อมาถามอยู่นั่นแหละ ว่าน้องไปเช็คที่ใหน เช็คยังไง
เราก็ตอบว่า "อ้อ เห็นมีมาแบบนี้แหละ เดินมาเรี่ยไร โดนจับไปเยอะแล้ว ที่ขอนแก่นก็มี อยุธยาก็มี" เราก็ Search ใน Google ต่อ เริ่มมีข้อมูลชัดขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้นแหละ พวกป้าๆก็เริ่มถอย พร้อมเริ่มเผยความ...ออกมา บ่นพึมๆพำๆพร้อมกับค่อยๆทยอยเดินออกไปแบบเนียนๆ
"อะไรเนี่ยแค่ไม่กี่พันก็เรื่องมาก" "เสียเวลาจริงๆ ที่...ที่...เค้ายังบูชากันเป็นแสนๆ" "ไม่เอาก็น่าจะบอกตั้งแต่แรก" (ตรูพยายามจะบอกแบบผู้ดีไปแล้ว) " **** ***และ** "


แล้วเหล่าป้าๆก็เดินหนีไป เข้าซอกตึกใหนก็ไม่รู้ ทั้งๆที่ตอนแรกคงกะจะตระเวนอยู่แถวๆนี้
ผลจากการค้นหาก็เลยพบว่า สมาคมทหารตำรวจนอกราชการ มีอยู่จริง แต่แทบไม่มีบทบาทหน้าที่อะไรเลย ขายของอย่างเดียว มีคนบอกว่าสมาคมนี้ตั้งมาเพื่อธุรกิจ ออกใบเสร็จมาขาย ถูกแอบอ้างชื่อเพื่อต้มตุ๋นบ่อยมาก โทรไปเช็คที่สมาคมก็จะเตี้ยมข้อมูลกันอย่างดี มีพวกแต่งเครื่องแบบนายพลไปต้มตุ๋นห้างร้าน บริษัท โชว์รูมรถ แม้แต่ข้าราชการระดับสูง นายอำเภอก็เคยโดนครั้งละเป็นแสนๆบาท เข้าใจว่าเป้นสมาคมที่กึ่งๆต้มตุ๋นหรือเป้นสมาคมที่ตอนแรกตั้งมาดี แต่ตอนนี้เป็นเครื่องมือของนักต้มตุ๋นไปแล้ว เลยเอามาเล่าให้ฟังอ่ะนะ ใครเจอก็ฝากถ่ายรูปคนกลุ่มนี้ หรือถ่ายรูปเอกสารมาดูชัดๆหน่อยนะครับ


ที่ตั้งสมาคม สมาคมทหารตำรวจนอกราชการ 1035/53-54 แขวงบางซื่อ เขตบางซ่อน กรุงเทพฯ

เผยแพร่โดย Jiab ที่ scienceubu.com เมื่อ 22 มิถุนายน 2551

ต้มตุ๋นสมัครงาน นักศึกษาจบใหม่ ระวัง!

ทั้งนี้ จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ คนไทยวัยทำงานเสี่ยงถูกเลิกจ้างงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากนี้ไป “ภัยสังคม” ขบวนการต้มตุ๋นหลอกลวงเกี่ยวกับตำแหน่งงานอาจอาละวาดหนักขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็เตือนประชาชนให้ระวังถูกหลอกลวงเข้าทำงานแล้วชักชวนให้นำเงินร่วมหุ้น-ร่วมทุนโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนสูง ๆ เข้าล่อใจ ซึ่งเป็นการต้มตุ๋นรูปแบบหนึ่ง คล้าย ๆ กับ “แชร์ลูกโซ่”

กับภัยต้มตุ๋นเรื่องตำแหน่งงานนี้ พิชัย เอกพิทักษ์ดำรง อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานบอกถึงการป้องกันของประชาชน ผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... “วิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อ คือต้องไม่หลงเชื่อคำชักชวนกล่าวอ้างเกินจริงของมิจฉาชีพ ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดเสียก่อน” อธิบดีกรมการจัดหางานบอกต่อไปว่า... การหลอกลวงว่าจะพาไปทำงานต่างประเทศ ขณะนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในรูปแบบปัญหาที่พบมาก มีทั้งที่จ่ายเงินค่าบริการแล้วไม่ได้เดินทางไป หรือเดินทางไปแล้วไม่ได้ทำงาน หรือได้ไป-ได้ทำงานแต่ไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ตกลงไว้ นี่ยังเป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุดจากการรับเรื่องราวร้องทุกข์

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีรูปแบบการหลอกลวงใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก อาทิ การเปิดบริษัท พร้อมจัดส่งเด็กไปทำงานต่างประเทศ แบบ “เวิร์ก แอนด์ แทรเวล (Work and travel)” ซึ่งเป็นการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ทั้งในส่วนของกระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งรูปแบบนี้ก็กำลังระบาดมากขึ้น จากกระแสที่เด็กนักเรียนต้องการไปฝึกภาษา หาประสบการณ์ในต่างแดน

“หลอกไปที่อเมริกาในช่วงเดือน เม.ย. จะมากเป็นพิเศษ เพราะ เด็กปิดเทอม หลอกพาเด็กไปทำงานประเภทใช้แรงงาน งานรูทีน ไม่ใช่งานที่ได้ฝึกภาษาตามที่ตกลงกันไว้ และรายได้ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ตกลงเช่นกัน ซึ่งที่ออสเตรเลียก็กำลังเป็นอีกเป้าหมาย โดยบริษัทพวกนี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการไปออกบูธรับสมัครเวลาที่ภาครัฐจัดงานจัดกิจกรรม ต่าง ๆ” ...อธิบดีพิชัยกล่าว

พร้อมทั้งระบุอีกว่า... อีกพฤติกรรมแก๊งต้มตุ๋นแรงงานไปทำงานต่างประเทศซึ่งอาจใช้เป็นจุดสังเกตได้ก็คือ พวกนี้จะหว่านล้อม-จะเตี๊ยมกับแรงงานว่าให้แจ้งเดินทางด้วยตนเอง ซึ่งถ้าไปแล้วได้งานไม่ตรงตามตำแหน่ง รายได้น้อยกว่าที่ตกลงกันไว้ หรืออะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปตามสัญญา เมื่อแรงงานร้องเรียนกับกรมการจัดหางานทางบริษัทพวกนี้ก็ไม่ต้องรับผิดชอบแม้แต่บาทเดียว เงินประกัน 5,000,000 บาทที่วางไว้กับกรมการจัดหางานก็จะไม่ถูกหักเพื่อชดเชยให้แรงงาน ซึ่งที่ผ่านมาปัญหานี้มักจะเกิดกับการไปทำงานประเทศแถบยุโรปตะวันออก

“ต้องไม่หลงเชื่อคำกล่าวอ้างเกินจริงของมิจฉาชีพเหล่านี้ และ ที่สำคัญอย่ารีบร้อนจ่ายเงินให้ไป ควรสอบถามข้อมูล ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกรมการจัดหางานหรือหน่วยงานในสังกัดที่ตั้งอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ หรือในเบื้องต้นต้องตรวจสอบบัตรประชาชน ขอจดบันทึก ขอถ่ายเอกสารไว้ ขอดูบัตรลูกจ้างหรือตัวแทนจัดหางาน ควรเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดแล้วไปตรวจสอบสถานะกับกรมการจัดหางาน รวมไปถึงตรวจสอบตำแหน่งงานที่มีอยู่จริงด้วย” ...อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวเตือน

ด้าน วรรณพร ศรีวัฒนางกูล ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัทจัดหางาน แมนพาวเวอร์ ให้ข้อมูลว่า... การหลอกลวงผู้สมัครงานนั้นมีทุกระดับตำแหน่งงาน รวมถึงหลอกลวงบริษัทที่ต้องการรับพนักงานก็ยังมี ซึ่งช่วงเศรษฐกิจเช่นนี้สำหรับผู้ต้องการสมัครงานยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

การหลอกลวงนั้นก็มีหลายรูปแบบ เช่น ตั้งโต๊ะรับสมัครงานและเรียกเก็บเงินทันที ทั้งที่ไม่มีตำแหน่งงานจริง, มีงานให้ทำแต่ไม่ตรงตามตำแหน่ง หรือเงินเดือนน้อยกว่าที่ตกลง, อ้างว่าต้องมีการอบรมก่อนและเรียกเก็บค่าอบรม หรืออีกกรณีหนึ่งคือ มีงานให้ทำ แต่จะหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากเงินเดือน โดยอ้างว่ามีระบุไว้ในสัญญา ซึ่งตอนที่ทำสัญญาจะไม่ให้ผู้สมัครงานอ่านสัญญา หรือทำสัญญาเป็นภาษาอังกฤษ

“ข้อควรระวังเบื้องต้นสำหรับผู้สมัครงานคือพึงรับรู้ว่าการรับสมัครงานไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้าพบการเรียกเก็บเงินแจ้งตำรวจจับได้เลย และสัญญาจ้างงานต้องได้อ่าน ต้องศึกษาให้เข้าใจก่อนที่จะเซ็นชื่อ หรือหากถูกพาไปในห้องบรรยากาศแปลก ๆ รีบออกมาทันที ไม่ต้องไปเกรงใจ” ...วรรณพรระบุ

ข้อมูลจาก เดลินิวส์

สุ่มหมายเลขโทรศัพท์ผู้โชคดี

อย่างที่ได้ยินกันตามสื่อต่างๆว่ามีบริษัทเกี่ยวกับการทำวงจร (สกปรก) โทรศัพท์ ให้กับมือถือต่างๆ และได้ร่วมมือกับบริษัทเหล่านี่ทำการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์ ทำเป็นแจ้งว่าจะมีการมอบรางวัลเป็นของสมนาคุณให้กับลูกค้า โดยทีต้องมีการขอให้แจ้งหมายเลขบัญชีธนาคาร...อะไรก็ว่า แล้วแต่ว่าพวกอาชญากรทางมือถือมันจะกุเรื่องเอา

อย่างเมื่อเร็วๆนี้ ก็มีคนจำนวนมากถูกพวกแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้ใช้เบอร์ private No.(ที่ไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้)โทรหา โดยอ้างว่ามาจากบริษัท CN Electric (ที่กุขึ้นมาเอง) แจ้งว่า ทางบริษัทดังกล่าวร่วมมือกับ Nokia and Motorola สุ่มหมายเลยผู้โชคดีเพื่อมอบเงินรางวัลจำนวน75000 บาท เนื่องในวาระครบรอบ 8 ปี ซ้ำยังบอกว่าเป็นนี่เป็นวันวันสุดท้ายของการแจก รางวัล จากนั้นก็เริ่มทำการสอบข้อมูลส่วนตัวของเราอาทิ ชื่อ-สกุล, ทำงานอะไร, แล้วตามด้วยการขอหมายเลขบัญชีธนาคารเพื่อทำการโอนเงินรางวัล(ที่กุขึ้น) ถ้าเราสอบถามหมายเลขเพื่อติดต่อกลับ ก็จะให้ เบอร์ 02-2608361 ซึ่งจากการตรวจสอบกับ1133 ปรากฏว่าตรวจหมายเลขนี้ยังไม่ได้จดทะเบียน (-_-!) แค่นี้ก็รู้แล้วว่ามันเป็นเรื่องโกหก นอกจากนี้ทางเราได้ติดต่อสอบถามไปทางบริษัทNokia มาแล้วก็ปรากฏว่าNokia ไม่ได้มีการจัดโปรโมชั่นดังกล่าวแต่อย่างใด

มีหลายๆคนที่รู้ไม่ทันก็เผลอมอบหมายเลขบัญชีให้กับคนแก๊งนี้ไปก็คงจะสูญเสียเงินไปไม่น้อยหากไหวตัวไม่ทันดังนั้นก็อยากจะให้ทุกคนที่ได้อ่านกระทู้นี้ช่วยกันส่ง-บอกต่อคนที่คุณรู้จักเพื่อเป็นการป้องกัน หรือถ้าใครมีหลักฐานที่พอจะเอาผิดคนกลุ่มนี้ก็ขอความกรุณาให้ช่วยกันแจ้งความจับกันไปเลยจะได้ไม่ต้องไปหลอกลวงคนอื่นเค้าอีก

สุดท้าย เพื่อความปลอดภัย1.ถ้ามีโทรศัพท์หรือจดหมายแจ้งมาว่าคุณถูกรางวัลนั่นนี่ก็ขอให้เช็คข้อมูลจากทางฝ่ายที่ติดต่อเราให้อย่างละเอียดโดยที่ตัวเราห้ามให้ข้อมูลใดๆก็ตามที่เกี่ยวกับตัวเราเองกับฝ่ายตรงข้ามเด็ดขาด (ถ้าจะให้ก็ขอให้กุขึ้นมา อย่าให้ข้อมูลจริง) 2. ถ้ามีการแอบอ้างชื่อบริษัทดังๆ ขอให้โทรไปเช็คที่บริษัทที่ถูกแอบอ้างเพื่อความมั่นใจ3. ถ้าเป็นไปได้ (ในกรณีที่แก๊งนี้โทรมา) ก็อัดเทปไว้เป็นหลักฐานเลย เผื่อตำรวจเค้ามีการจับกุมได้จะได้เอาไว้เป็นหลักฐาน
ช่วยๆกันนะ (อย่าเอาหูไปนาเอาตาไปไร่) พวกคนร้ายจะได้ลดลงบ้างไม่


เผยแพร่โดย :lovely rabbit
ที่ teenee.com เมือ 19 กันยายน 2550

บอกว่า โดนคนล้วงกระเป๋าไม่มีค่ารถกลับบ้าน

ช่วงนี้พวกต้มตุ๋นเยอะ เจอบ่อยเช่น.. มาจาก ตจว. มาหาญาติโดนล้วงกระเป๋าญาติย้าย​ไปแล้ว​ไม่มีค่ารถกลับบ้าน พวกนี้มัก​จะทำให้เราสงสาร​และชักแม่น้ำ​ทั้งห้าหลอกเรา คนพวกนี้มาในหลายรูปแบบ​ที่เคยเจอ​ทั้งหญิงแก่ หญิงท้องโต จูงเด็กมาด้วยก็มี ​เป็นผู่ชายก็มี ​ส่วนใหญ่​เป็นคนวัยกลางคนขึ้น​​ไป ล่าสุด​ที่เจอมาก็​เป็น หญิงวัยกลางคนใส่ชุดคลุมท้องตัวดำๆ อ้วนๆ บอกว่ามาจากสมุทรสาครมาซื้อผ้าตะวันนา​ไปขายต่อ แต่โดนคนล้วงกระเป๋าไม่มีค่ารถกลับบ้าน(2ทุ่มแล้ว​)รถ​จะหมดแล้ว​อะไร​ประมาณนี้แหละ​ฟังไม่ค่อยทัน ผมก็บอกว่าไม่มี มิจฉาชีพก็บอกว่าขอยืมก็​ได้แล้ว​​จะโอนมาให้

ผม--ไม่มี​จะรีบ​ไป
มิจฉาชีพ--​ไปกดเงินให้หน่อย​ พรุ่งนี้​จะโอนให้ พี่จดเบอร์โทร​และบอกเลขบัญชีมา
ผม--จำเลขไม่​ได้
มิจฉาชีพ--​เอาเบอร์โทรมาก่อนก็​ได้แล้ว​พรุ่งนี้​จะโทรมา
ผม--ไม่มีอะไร​จด
มิจฉาชีพ--หนูจำ​เป็นจริงๆ เดี๋ยวไม่มีรถกลับบ้าน พี่​ไปกดATMให้หนูนะขอร้องละ(ทำท่าทางน่าสงสาร) ​และพยายามให้ผม​ไปกดเงิน​ที่ตู้ATMให้​ได้
ผม--ผม​จะแน่ใจ​ได้ไงว่า คุณไม่หลอก
มิจฉาชีพ--พี่จดเบอร์โทรให้หนูเดี๋ยวพรุ่งนี้โอนให้เลย​
ผม--กลับบ้าน​ต้อง​ใช้เท่าไหร่
มิจฉาชีพ--ค่ารถเมย์+ค่ารถทัวร์+รถตู้ประมาณ350บาท​
ผม--​เอางี้แล้ว​กันผมเชื่อคุณ เพราะเงินแค่350บ. แต่คุณ​ต้อง​ไปใ้ห้ตำรวจ​เป็นพยาน สถานีตำรวจอยู่​อีกป้ายรถเมย์ มิจฉาชีพ--หนูรีบกลับเดี๋ยวไม่มีรถทัวร์ เพราะมันดึกแล้ว​
ผม--งั้น​เอางี้ โทรศัพท์ผมมีกล้องถ่ายรูป ผม​จะถ่ายรูปคุณไว้​ถ้าคูรไม่โอนให้ผม ผม​จะ​เอารูปคุณ​ไปลงข่าวITV แล้ว​ผมก็​เอาโทรศัพท์ออกมา​จะถ่ายรูป

มิจฉาชีพก็พยายามไม่ให้ถ่ายรูป พยายามเดินหนี แต่ผมเดินตาม​ไป​จะถ่าย​เขาเริ่มวิ่ง​และมีชายฉกรรณ์ พยายามวิ่งเข้ามา ผมเห็นท่าไม่ดีจึงริบวิ่งหนีออกมา​โดยยังไม่ทันถ่ายรูปเลย​
ผมยังระแวงอยู่​เลย​กลัวว่า พวกมัน​จะกลับมาทำร้ายผม​ที่ผมพยายามถ่ายรูปมันไว้ ​และ​ถ้าผม​ไปกดเงินให้อาจ​จะเปลี่ยน​เป็นการปล้นแทนก็​เป็น​ได้ครับ
***ขอให้ท่านระวังอย่าตก​เป็นเหยื่อมิจฉาชีพเหล่านี้ ​ถ้าเจอจงตั้งสติ​และสังเกตุรอบๆ ตัว ​ใครมีโทรศัพท์ให้ถ่ายรูปไว้แล้ว​​เอามาลงเผยแพร่​เพื่อเตือนภัยครับ
ช่วยบอกต่อๆ กันเยอะด้วยนะครับ ครับ ​จะ​ได้ไม่มี​ใคร​เป็นเหยื่อพวกนรกนี้

เผยแพร่โดย..Njoy
เมือ 30 ส.ค. 2550 ที่ www.torakhong.org

หลอกลวงในวงการพระเครื่อง

ปัจจุบัน คนเรามีวิธีการหากินกันแปลก ๆ และพิสดารพันลึกขึ้นอย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าว “อดีตครูในจังหวัดร้อยเอ็ด” ถูกแก๊ง “ต้มตุ๋นข้ามชาติ” หลอกให้โอนเงินไปให้แก๊งต้มตุ๋นยังต่างประเทศไปถึง “๖ ล้านบาท” ซึ่งรายละเอียดของข่าวมีว่า “อดีตคุณครู” ท่านนี้ชอบเล่นอินเทอร์เน็ตเป็นประจำและวันดีคืนดีก็มี SMS แจ้งว่าคุณครูท่านนี้ได้รับรางวัลจากเครือข่าย SMS เป็นจำนวนเงิน “๕-๖ ล้านยูโร” แรก ๆ คุณครูก็ไม่ได้สนใจอะไรนักคิดว่าคงเป็นเรื่องล้อเล่นสนุก ๆ จึงไม่ได้สนใจอะไรแต่ “แก๊งต้มตุ๋นข้ามชาติ” พวกนี้หาได้ละความพยายามไม่ทำการติดต่อกลับมาอีกทางอินเทอร์เน็ตเช่นเคย ด้วยการยืนยันว่าคุณครูได้รางวัลจริง ๆ หากคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ “กว่าหนึ่งพันล้านบาท” จึงทำให้คุณครูท่านนี้เริ่มสนใจจึงติดต่อกลับไปก็เลยเป็นการ “เข้าทาง” ของพวกมันที่ติดต่อกลับมาอีกว่าก่อนที่จะทำการ “โอนเงินรางวัล” ผู้ได้รับรางวัลจะต้องจ่าย “ค่าธรรมเนียม” รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เป็นเงิน “๖ ล้านบาท” ผลก็คือคุณครูท่านนี้ “เชื่อสนิทใจ” จึงทำการโอนเงินไปให้แก๊งต้มตุ๋นข้ามชาติ “๖ ล้านบาท” ตามที่พวกมันบอกไว้ด้วยการไป “กู้เงินนอกระบบ” พร้อมนำบ้านไปจำนองเพื่อหวังจะได้เงิน “พันล้านบาท” กลับมาแต่หลังจากรอแล้วรอเล่าปรากฏว่า “ไม่มีการส่งเงินรางวัล” มาให้ตามที่บอกไว้แต่แรกอดีตคุณครูท่านนี้จึงส่ง SMS ติดต่อไปก็ได้คำตอบกลับมาว่า “เรายังเป็นเพื่อนกันนะ” จากนั้นก็หลบลี้หนีหน้าไปเลยอดีตคุณครูจึงทราบว่า “โดนต้มซะเปื่อย” จึงนำเรื่องไปแจ้งความซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยก็ “มืดแปดด้าน” เพราะไม่รู้จะไปจับแก๊งต้มตุ๋นข้ามชาติพวกนี้ได้ที่ไหนนั่นเอง ซึ่งจริง ๆ แล้วการต้มตุ๋นเพื่อหลอกเอาเงินเอาทองในลักษณะนี้ที่เมืองไทยก็มีเช่นกัน อย่างเช่นที่ฮิตฮอตก็คือการส่งข้อความทางเสียงไปถึงเจ้าของโทรศัพท์มือถือ ว่าได้รับรางวัล จากนั้นขอเบอร์บัญชีของเจ้าของโทรศัพท์เพื่อจะโอนเงินรางวัลมาให้ และพอได้เบอร์บัญชีนักต้มตุ๋นเหล่านี้ก็ไปทำการกดโอนเงินที่ตู้ ATM เข้าบัญชีของมันสบายไปซึ่งช่วงแรก ๆ ที่มีข่าวทำนองนี้เกิดขึ้น ผู้เขียนก็คิดว่าเป็นเรื่องเล่าขานกันเล่น ๆ แต่พอไปสอบถามเจ้าหน้าที่ธนาคาร จึงได้ทราบชัดว่าเป็นเรื่องจริงจึงขอเตือนมายังทุกท่านต้องระวังการต้มตุ๋น ประเภทนี้ให้มาก ๆ เพราะธนาคารสาขาใกล้ที่ทำงานของผู้เขียนมีการหลอกให้โอนเงินให้เข้าบัญชี นักต้มตุ๋นถึง ๔-๕ รายแล้วและก่อนหน้านี้ในช่วงระยะเวลา ๕-๑๐ ปีที่ผ่านก็มี “แก๊งตกทอง” ออกอาละวาดด้วยการแกล้งทำเป็น “เก็บกระเป๋าที่มีทองคำ” (ของเก๊) เต็มกระเป๋าจากนั้นก็มี “หน้าม้า” มา “ขอส่วนแบ่งทอง” ที่มีน้ำหนักตั้ง “๔๐-๕๐ บาท” แต่พอแบ่งกันไปแบ่งกันมาก็แสร้งโต้เถียงกันในทำนองแบ่งทองไม่ลงตัวสุดท้าย ก็ไปลงเอยที่ “เหยื่อ” ที่ผ่านมาโดยบังเอิญโดยเหยื่อที่ว่านี้แก๊งตกทองจะเลือกเฉพาะผู้ที่มี “สร้อยคอทองคำ, กำไลข้อมือทองคำ, แหวนทองคำ” โดยหนึ่งในแก๊งตกทองจะมาหว่านล้อมชักชวนให้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยการขอ ให้ “เหยื่อ” (ผู้โลภมาก) นำทองคำที่อยู่ในตัวซึ่งเป็น “ทองคำแท้” ไปแลกกับ “ทองคำปลอม” ที่พวกมันบอกว่าเก็บได้แถมยังแลกแบบให้ “เหยื่อได้ทองเก๊” มากกว่าพวกมันซะอีกซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่า “โดนต้ม” เข้าแล้ว “เหยื่อ” ก็ถึงกับเหงื่อตกกันไปเลย ซึ่งที่เล่ามานี้ก็คือกระบวนการทำมาหารับประทานของคนสมัยนี้ที่นับวันจะ พิสดารพันลึกมากขึ้น ทีนี้หันมาดูในวงการ “พระเครื่อง” ของเราบ้างกระบวนการทำมาหารับประทานในวงการนี้ถ้าเป็นเรื่องการหลอกลวงกัน ละก็พวก “๑๘ มงกุฎ” ที่หากินทั้งการ “ตกทอง, หลอกขอบัญชี ฯลฯ” ต้องชิดซ้ายตกขอบไปเลยแถมยังซูฮกเรียกพี่เลยล่ะครับผู้อ่าน เพราะส่วนใหญ่การทำมาหารับประทานหลอกหลวงกันในวงการพระจะมาจากการหลอกขาย “พระปลอม” กันมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ซึ่งประเด็นสำคัญที่พวกนี้จะนำมาหลอกลวงกันก็คือเรื่องของ “ความโลภ” ไม่ว่าจะเป็นตกทองหรือโอนเงินก็ล้วนมาจากพื้นฐานเดียวกันคือ “ความโลภ” ด้วยกันทั้งสิ้นพวกนักต้มตุ๋นมักจับจุดเรื่องความโลภของผู้คน จากนั้นจึงนำจุดนี้มากระตุ้นต่อมความอยากเป็นเหตุให้ถูกหลอกได้โดยง่าย เพื่อนของผู้เขียนมีความศรัทธาในวัตรปฏิบัติและปฏิปทาของ “หลวงพ่อเทียม” แห่ง “วัดกษัตราธิราช” มาก ด้วยเหตุที่ “หลวงพ่อเทียม” มีความเชี่ยวชาญในตำรา “พิชัยสงคราม” ของ “สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว” และที่สำคัญท่านยังเป็น “พระเกจิอาจารย์” ที่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงเคารพนับถือมากเพราะท่านมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ทุกแขนงไม่ว่าจะเป็น “ไสยเวท, ศิลปกรรมวิจิตรศิลป์, สถาปัตยกรรม, ช่างสิบหมู่, กระบี่กระบอง, ค่ายกล ศึก ฯลฯ” เนื่องจาก “หลวงพ่อเทียม” (ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระวิสุทธาจารเถระ”) ได้สร้างวัตถุมงคลไว้มากมายและเป็นที่นิยมของชาว จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ปัจจุบัน “ของแท้” หายากมากจึงมี “ของปลอม” มาแทนที่เป็นขณะที่เพื่อนผู้เขียนออกตามล่าหาวัตถุมงคลของ “หลวงพ่อเทียม” แล้ววันหนึ่งไปเจอ “นักหาของ” ที่รู้จักกันดีมาบอกว่าไปเจอวัตถุมงคลของ “หลวงพ่อเทียม” ซึ่งเป็น “รังใหญ่” เนื่องจาก “เจ้าของ” เป็นหลานแท้ ๆ ของ “หลวงพ่อเทียม” เพื่อนผู้เขียนก็แสนยินดีจัดแจงนำเงิน “ร่วมล้านบาท” ไปเหมามาโดยผ่าน “นักหาของ” เพราะเชื่อใจกันจึงไม่ได้นำ “วัตถุมงคล” ไปตรวจสอบก่อนจ่ายเงิน สุดท้ายมาทราบทีหลังว่าสูญเงินไปร่วม “ล้านบาท” ก็ต่อเมื่อนำวัตถุมงคลมาแขวนคอเพื่อไป “อวดเซียน” ที่พอเห็นเซียนกลับทักว่าเป็น “ของปลอม” เพื่อนผู้เขียนเลยตื่นตัวรีบนำวัตถุมงคลที่เหมามาไป “ตรวจสอบ” จากผู้รู้ก็เลยได้รู้ว่าเป็น “ของปลอม” แทบทั้งหมดเช่นกันจึงนำไปคืนแต่ “นักหาของ” ผู้นั้น “ล่องหน” ไปอยู่หนใดแล้วไม่รู้ซึ่งเหตุที่เกิดขึ้นก็เพราะเพื่อนผู้เขียนบังเกิด “ความโลภ” นั่นเองเนื่องจาก “วัตถุมงคล” ที่เหมามาหากเป็น “ของแท้” ถ้านำไปขายก็จะมีมูลค่า “ล้านกว่า ๆ” กำไรเห็น ๆ แต่เพราะ “ความโลภ” และ “เชื่อใจ” กันแท้ ๆ จึง “โดนเต็มเปา”.

‘นายรู้ลึก แสนรู้ชัด’