หลอกลวง รู้ให้ทัน แก้งมิจฉาชีพ ต้มตุ๋น 18 มงกุฏ

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

"แก๊งคอลเซ็นเตอร์" อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยคุมคามที่ควรระวัง !

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พลันเหลือบมองหน้าจอมือถือปรากฏเบอร์ +886226994822 พร้อมกับรับสายที่ดูแล้วไม่คุ้นตา ระบบเสียงอัตโนมัติจากคู่สายแปลกประหลาดฟังใจความได้ว่า "จากกรม สรรพากร เนื่องจากว่าคุณ. ........... ได้ติดหนี้ชำระภาษีเป็นจำนวนเงิน ......... บาท จึงเรียนมาเพื่อทราบและจะได้นำเงินค้างชำระค่าภาษี มาชำระให้เรียบร้อย มิฉะนั้นทางกรมสรรพากรร่วมกับทางเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะออกหมายจับ ไปถึงท่าน กด 1 หากต้องการฟังซ้ำ กด 9 เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่"

ด้วยความตกใจผสมกับความอยากรู้ ผู้รับสายจึงทำตามเสียงอัตโนมัติเลือกกด หมายเลข 9 เพื่อรับฟังรายละเอียด ไม่นานนักเสียงผู้หญิงคนหนึ่งรับสาย บริเวณรอบข้างมีเสียงเล็ดลอดเสียงผู้ชายดังเข้ามาฟังคล้ายกำลังเจรจาเกี่ยว กับเรื่องคดีความ เสียงจากต้นสายดังขึ้น “ดิฉันโทร.มาจากกรมสรรพากรนะคะ จากแผนกจัดเก็บภาษีทางเราขอแจ้งว่าคุณได้ติดค้างการชำระภาษีอากรเป็นจำนวน เงิน .. . .. . . .. . บาท เพื่อให้สะดวกแก่การชำระทางเราขอทราบชื่อ นามสกุลและเลขหมายบัตรประชาชนของคุณด้วยค่ะ”

ข้างต้นเป็นเพียงบทสนทนา รูปแบบหนึ่งของ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ทำการหลอก ขุ่มขู่ หาข้อมูล จากประชาชนทั่วไปโดยการสุ่มโทร ผสมกับหลากหลายรูปแบบในการหลอกลวง อาทิ โทรมาจากธนาคารพาณิชย์แอบอ้างว่าติดค้างหนี้อยู่ให้ไปที่ตู้ atm เพื่อโอนเงินมาชำระหนี้ โทรมาจากศาลอาญาว่าไปทำความผิดเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินและจะถูกออกหมาย จับถ้าไม่โอนเงินมาตามที่แอบอ้าง หรือโทรมาจากเจ้าหน้าที่สรรพากรอ้างว่ายังไม่ได้ชำระหนี้และข่มขู่เอาข้อมูล จากบัตรประชาชน เพื่อที่สามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆของคนอื่น เช่นข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลบัตรเครดิต ฯลฯ ได้มากมาย หรือกระทั่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพรกรหลอกว่าจะโอนภาษีเงินได้เข้า บัญชีให้และหลอกให้ผู้เสียหายไปกดเงินที่ตู้ atm เมื่อเหยื่อหลงเชื่อจึงให้โอนเข้าบัญชีของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นขบวนการมี ทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ ฯลฯ

นั้นหมายความว่า การสูญเสียเงินและทรัพย์สินจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนถ้าไม่รู้เท่าทันมิจฉาชีพ รูปแบบของ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายโยงใยกับกลุ่มบุคคลประเทศต่างชาติในระแวกเอเชียเป็น ส่วนใหญ่

จากภัยคุมคามจากแก๊งอาชญากรข้ามชาติดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรง เพราะถือเป็นรูปแบบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่คุกคามประชนชนอย่างมากในปัจจุบัน

ถ้า ดูจากตัวเลขผู้เสียหายของกรมสอบสวนคดีพิเศษในเรื่องดังกล่าว ที่ระบุว่าในปี 2551 มีสถิติการถูกฉ้อโกงและหลอกลวง ทั้งสิ้น 2,612 ราย ขณะที่ปี 2552 เพียง 6 เดือนแรกมีผู้ตกเป็นเหยื่อสูงถึง 5,088 ราย ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ 100 ราย ยังไม่นับรวมกับคดีที่อยู่ตามที่อื่นๆอีกมากมาย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนควรรับทราบถึงภัยดังกล่าว ที่วันนึงท่านอาจจะเป็นเหยื่อในจำนวนนั้นโดยไม่รู้ตัว !!

ใน เรื่องดังกล่าว พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ให้ข้อมูลในตัวอย่างคดีที่เคยจับกุมได้ว่า เคยมีกลุ่มผู้ต้องหาได้ใช้บ้านเช่าในหมู่บ้านหรู และตั้งสำนักงานคอลเซ็นเตอร์ เพื่อให้สมาชิกในแก๊งใช้โทรศัพท์มือถือโทรสุ่มหาผู้เสียหายผ่านเครื่องขยาย ช่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต จากนั้นระบบจะรันสุ่มต่อสายให้โทรหาเบอร์ผู้เสียหาย โดยแก๊งผู้ต้องหาจะแบ่งหน้าที่ทำงานกันเป็นทีม ทีมแรกจะทำหน้าที่โทรเข้าไปหาผู้เสียหาย พร้อมหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ได้ตรวจสอบมีเงินจากขบวนการอาชญากรรม โอนไปยังบัญชีผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายตกใจกลัว จากนั้นจะบอกว่าเจ้าหน้าที่จะขอตรวจสอบบัญชีการเงิน ขอให้ผู้เสียหายบอกชื่อ สกุล อายุ วัน เกิด ที่อยู่ บัญชีธนาคาร เพื่อขอตรวจสอบ เมื่อผู้เสียหายปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรม แก๊งผู้ต้องหาจะทำทีโอนสายให้คุยกับอีกทีมที่ปลอมตัวเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน ต่างๆ

“จากนั้น เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ แก๊งผู้ต้องหาจะหลอกให้ผู้เสียหายไปที่ทำธุรกรรมโอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม กดรหัสและเปลี่ยนเมนูเป็นภาษาอังกฤษ และบอกให้ทำตามขั้นตอนต่างๆ ในที่สุดเหยื่อจะถูกหลอกให้กดโอนเงินเข้าบัญชีของแก๊งผู้ต้องหา หรืออีกวิธีแก๊งผู้ต้องหาจะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร หลอกเหยื่อว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตจำนวนมาก เมื่อเหยื่อปฏิเสธ ก็จะสอบถามข้อมูลส่วนตัว พร้อมหลอกให้ไปกดโอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม โดยอ้างว่าจะขอตรวจสอบบัญชีธนาคาร หรืออีกวิธีผู้ต้องหาจะแจ้งว่า เป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร โทร.บอกผู้เสียหายว่า ได้รับคืนภาษี ขอให้ผู้เสียหายไปทำตามขั้นตอนที่ตู้เอทีเอ็ม เพื่อขอรับเงินภาษีคืน จนเหยื่อพลาดท่าหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีผู้ต้องหาเป็นจำนวนมาก โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทำให้ผู้เสียหายสูญมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท”

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ ยังระบุอีกว่าจากการตรวจสอบพบว่าแก๊งผู้คอลเซ็นเตอร์นั้นได้โอนเงินของผู้ เสียหายเข้าไปในบัญชีธนาคารของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ร่วมทำกันเป็นขบวนการใน ประเทศจีน และไต้หวัน จากนั้นดีเอสไอก็ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอายัดบัญชี พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลดำเนินคดีกับตัวการใหญ่ ที่เชื่อว่าเป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติรายใหญ่ที่มีเครือข่ายมากมาย พวกนี้จะเข้ามาใช้ประเทศไทยเพื่อใช้เป็นฐานตั้งคอลเซ็นเตอร์ สุ่มโทรหลอกเหยื่อในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย

ส่วนแนวทางแก้ไขนั้น พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันดีเอสไอได้ประสานกับหลายหน่วยงานในส่วนของมาตรการทางด้านกฎหมายดี เอสไอจะประสานกับฝ่ายอื่นๆ อีกหลายภาคส่วน อาทิ ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยประสานกับตำรวจสากลเพื่อขยายผลและจับกุม ที่สืบทราบว่าเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศไต้หวัน จีน เพื่อให้มีการบูรณาการกับหน่วยงานรับผิดชอบในการประสานงานการป้องกันและปราบ ปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในส่วนของเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะทำการ หารือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนผ่านเอสเอ็มเอส สำหรับธนาคารพาณิชย์ผู้ให้บริการตู้เอทีเอ็มให้เพิ่มการแจ้งเตือนทั้งระบบ เสียงและข้อความผ่านหน้าจอ ก่อนทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อยับยั้งอาชญากรรมในรูปแบบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ลดลงอีกด้วย

ยังมีอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับภัยคุก คามดังกล่าวโดย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ให้ข้อมูลว่าว่า การสอบสวนจับกุมอาชญากรรมข้ามชาติที่เปิดคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงประชาชน ที่ผ่านมาไม่ว่าจะจับกุมเหล่าอาชญากรเหล่านี้กี่ครั้งก็ได้เพียงผู้ร่วมขบวน การระดับล่าง จะเป็นนักเรียนหรือนักท่องเที่ยวชาวไทย และไม่สามารถจับกุม 2 ตัวการรายใหญ่ คือ นายเส็ง ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในเมืองซัวเถา ประเทศจีน ร่วมมือกับนายเหวิน นักทำโปรแกรมชาวไต้หวัน โดยคนร้ายไหวตัวได้ก็จะย้ายไปเปิดคอลเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในรูปแบบเดิมคือทำการฉ้อโกงบัตรเครดิต และการหลอกลวงให้ทำธุรกรรมผ่านบัตรเอทีเอ็ม และขณะนี้ได้แพร่ระบาดไปในทุกประเทศของทวีปเอเชีย ในส่วนของเหยื่อที่อยู่ในประเทศไทยนั้น หากคนร้ายจะเปิดคอลเซ็นเตอร์ในไต้หวัน จีน หรือเวียดนาม อำพรางตัวตนด้วยการย้ายที่อยู่บ่อยๆ เมื่อประชาชนหลงเชื่อก็จะมีการโอนรายชื่อเหยื่อออกนอกประเทศ เช่น ประเทศไต้หวันและจีน

“ข้อมูล จากการตรวจสอบพบว่า เบอร์โทรศัพท์ที่มักจะถูกสุ่มเพื่อโทรเข้ามาหลอกลวงให้ทำธุรกรรมทางการเงิน ส่วนใหญ่จะขึ้นต้นด้วยเบอร์ 081 และ 089 เนื่องจากเป็นหมายเลขโทรศัพท์จดทะเบียนรุ่นแรกๆ ทำให้คนร้ายเชื่อว่าเป็นกลุ่มคนมีฐานะ ซึ่งจากข้อมูลสำหรับบุคคลที่ถูกหลอกลวงส่วนใหญ่เป็นชาวไทย จีน และเวียดนาม เพราะเป็นประเทศที่ประชาชนไม่สนใจภาษาอังกฤษ ดังนั้นหากประชาชนได้รับโทรศัพท์แอบอ้างทุกรูปแบบขอให้ตรวจสอบกับธนาคารต้น สังกัด เพื่อสั่งอายัดเงินปลายทางได้ทัน ส่วนการตรวจสอบโทรศัพท์ผ่านระบบ VOIP (โทรศัพท์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจากคอลเซ็นเตอร์) ซึ่งในแต่ละวันจะมีการใช้โทรศัพท์วันละ 1 ล้านนาที จึงเสนอให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือให้ความร่วมมือบันทึกและตรวจสอบการใช้ โทรศัพท์ เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามจับกุมคนร้าย”

ปัจจุบันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในรูปแบบอาชญากรข้ามชาติ ยังไม่คงหมดไปง่ายๆ ในยุคการจับจ่ายใช้สอยผ่านเครื่องมือทางธุรกรรมการเงินคือบัตรเครดิต ที่เป็นไปด้วยความสะดวก รวมไปถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศบวกกับช่องทางอินเตอร์เน็ทที่สามารถ ติดต่อหรือหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ที่แก๊งอาชญากรข้ามชาติได้ใช้เป็นช่องทางแอบอ้างและหลอกเหยื่อให้ตกเป็น เหยื่อหลอกให้โอนเงินในรูปแบบต่างๆ

เพื่อ มิให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถ้าเจอเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวจึงควรจะตั้งสติ ถ้ามีการโทรแอบอ้างมาจึงควรที่จะโทรกลับไปเช๊คหน่วยงานที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้แอบอ้างไว้ ที่สำคัญควรตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบัญชียอดเงินรวมไปถึงยอดหนี้ค้างชำระ ของตนเองเสมอ

เชื่อว่าแก๊งมิจฉาในคราบอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่มาในรูปแบบหลากหลายก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้อย่างแน่นอน......

ข้อมูลจาก : เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

รวบแก๊ง CALL CENTER จีน ลวงเหยื่อชาติเดียวกันสูญเสียรวมกว่า 30 ล้าน


ตำรวจ สตม.รวบแก๊ง CALL CENTER จีน ลวงเหยื่อชาติเดียวกันเอง มีพฤติกรรมโทรศัพท์หาเหยื่ออ้างตัวเป็นตำรวจ-อัยการ หว่านล้อมให้ผู้เสียหาย เชื่อว่า มีการทำผิดธุรกรรมการเงิน หลอกโอนเงินเข้าบัญชีผ่าน atm-ระบบออนไลน์ ระบุพบหลักฐานโอนเงินเสียหายกว่า 30 ล้าน ด้านตำรวจไต้หวันเตรียมขยายผลต่อจากแฟลชไดร์ฟ คาด มีข้อมูลเป็นประโยชน์อีกมาก


วันนี้ (8 พ.ย.) เมื่อเวลา 13.00 น.ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พ.ต.อ.ชาติชาย เอี่ยมแสง รอง ผบก.สส.สตม. พร้อม พ.ต.อ.บัณฑิต ตุงคะเศรณี ผกก.1 บก.สส.สตม.นายเจลี ตำรวจสากลไต้หวัน และกำลังเจ้าหน้าที่ กก.1 บก.สส.สตม.ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมตัวนายมัก ไว ฮัง อายุ 23 ปี นายจินเว่ย อายุ 25 ปี น.ส.เช็ง จู ชิง อายุ 42 ปี และ นายเฉิน ซิน อายุ 23 ปี ทั้งหมดเป็นชาวจีน พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง โทรศัพท์ตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 6 เครื่อง แฟลชไดร์ฟ 44 อัน ฮาร์ดดิกส์ 2 ชุด สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย 4 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 5 ใบ สลิปการใช้งานบัตรเอทีเอ็ม 10 ใบ เงินหยวน จำนวน 25,100 หยวน หรือประมาณ 125,500 บาท และเงินไทยอีก 192,890 บาท โดยจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดได้ที่ห้องพักเลขที่ 60/283 ชั้น 11 อาคารชุดศุภาลัย พรีเมียร์ เพลส ตั้งอยู่เลขที่ 60 ถนนสุขุมวิท 21 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา

พ.ต.อ.ชาติชาย เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาแก๊งนี้ ถือวีซ่านักท่องเที่ยวเข้ามาลักลอบใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์ Call Center โทรศัพท์ข้ามประเทศไปหลอกลวงเหยื่อชาวจีน และไต้หวัน ให้โอนเงินเข้าบัญชี โดยกลุ่มผู้ต้องหาจะแบ่งหน้าที่กันโทรศัพท์ไปหาเหยื่อ พร้อมอ้างตัวว่า เป็นตำรวจสากลไต้หวันบ้าง หรือเป็นพนักงานอัยการบ้าง เพื่อพูดจาหว่านล้อมให้เหยื่อหลงเชื่อว่ากำลังมีส่วนพัวพันกับการกระทำผิด ด้านการเงิน เพราะตรวจพบยอดเงินเข้า-ออก จากบัญชีของเหยื่อแบบผิดปกติและอาจจะถูกอายัดเงินทั้งหมด

จากนั้นกลุ่มผู้ต้องหาก็จะแนะนำให้เหยื่อปิดบัญชีเก่าแล้วโอนเงิน เข้าในบัญชีใหม่ ที่ผู้ต้องหาได้ตระเตรียมเอาไว้โดยเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนอายัด เมื่อเหยื่อหลงเชื่อก็จะทำธุรกรรมตามที่ถูกแนะนำผ่านทางตู้เอทีเอ็มและระบบ ออนไลน์ E-Banking ทำให้บางรายต้องสูญเงินไปนับล้านบาท จากการกระทำผิดของกลุ่มผู้ต้องหาแค่ครั้งเดียว

ด้าน พ.ต.อ.บัณฑิต กล่าวว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ให้การรับสารภาพว่า บางครั้งต้องปลอมแปลงหมายจับของศาลกรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ขึ้นมา แล้วส่งแฟ๊กซ์ไปใช้หลอกลวงเหยื่อให้เชื่อสนิทใจ และเมื่อได้เงินจากบัญชีเหยื่อแล้ว ผู้ต้องหาแก๊งนี้ก็จะโอนไปแบ่งผลประโยชน์กับผู้ต้องหารายอื่นซึ่งอยู่ใน เครือข่ายเดียวกัน ผ่านทางระบบ E-Banking อีกด้วย

ที่น่าสนใจไปมากกว่านั้น ก็คือ เจ้าหน้าที่ พบว่า บัญชีธนาคารที่เหยื่อโอนเงินเข้ามาให้ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ Call Center กำมะลอ ปรากฏว่า มีชื่อเจ้าของบัญชีที่เป็นคนไทย มากถึง 4 เล่ม มียอดเงินโอนเข้ามารวมแล้วกว่า 2,739,560 บาท ส่วนหลักฐานการกดเงินทั้งหมดที่ยึดได้มียอดความเสียหายสูงถึง 30,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะทำการส่งของกลางคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ และแฟลชไดร์ฟ ทั้งหมดไปให้หน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำการตรวจสอบเพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาที่เหลือต่อไป

ขณะที่ นายเจลี ตำรวจสากลไต้หวัน กล่าวว่า การจับกุมแก๊ง Call Center ในประเทศไทยรายนี้ ถือเป็นรายสำคัญและยึดของกลางได้มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะแฟลชไดร์ฟ ซึ่งน่าจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์เก็บอยู่มาก และตนคาดว่าน่าจะส่งผลให้คดีในทำนองนี้ที่ประเทศจีนและไต้หวันลดลงไปได้มาก ซึ่งต้องขอขอบคุณตำรวจ สตม.เมืองไทย มาในที่นี้ด้วย

นายเจลี กล่าวต่อว่า ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ในเบื้องต้นทางการไทยได้เพิกถอนใบอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยแล้ว แต่จะต้องรอผลการตรวจสอบข้อมูลจากของกลางที่ยึดได้ทั้งหมด เสียก่อนจึงจะดำเนินการแจ้งข้อหาตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม ตนอยากฝากเตือนทั้งประชาชนชาวไทยและชาวจีน หากมีธุระต้องทำธุรกรรมทางการเงินก็ขอให้เดินทางไปที่ธนาคารเองจะดีกว่า เพราะปัจจุบันนี้การทำธุรกรรมผ่านระบบ E-Banking ถือว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก

ที่มา ASTV ผู้จัดการออนไลน์

ระ วังแก๊งค์จับลิขสิทธิ์ปลอมสวมรอย เป็นเจ้าหน้าที่จับลิขสิทธิ์ Windows

ประกาศด่วน ! โปรดระวังแก๊งค์มิจฉาชีพจับลิขสิทธิ์สวมรอย เป็นเจ้าหน้าที่จับลิขสิทธิ์ Windows หากินทั่วประเทศ


เนื่องจาก โครงการ "ป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ปีที่ 2" โดย กองบังคับการปราบปรามการ กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก. ปอศ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่ง ชาติ ได้ระดมกำลังเข้าตรวจค้นซอฟต์แวร์เถื่อนในองค์กรธุรกิจ ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ได้มีแก๊งค์มิจฉาชีพจับลิขสิทธิ์ ได้ทำการสวมรอย เป็นเจ้าหน้าที่เพื่อมาขอตรวจสอบลิขสิทธิ์ Windows ตามร้านค้าต่าง ๆ ร้านไหนตกเป็นเหยื่อ ไม่รู้เท่าทัน จะถูกยกเครื่อง และกรรโชกทรัพย์


วิธี ตรวจสอบว่าเป็นเจ้าหน้าที่จริงหรือไม่

1. ต้องมีหมายค้น (หมายค้นนะครับ ไม่ใช่บันทึกประจำวัน)

ตัวอย่างหมายค้น http://ict.in.th/26

ตรวจดูความถูกต้องของหมายค้นให้ละเอียด ชื่อร้าน บ้านเลขที่ วันที่ ที่ศาลอนุญาตให้เข้าตรวจ เวลาที่กำหนดไว้ ว่า กี่โมง ถึงกี่โมง

(1) ในกรณีที่ร้านไม่มีบ้านเลขที่ หรือไม่มีชื่อร้าน ในหมายจะต้องระบุอย่างละเอียดว่า เป็นบ้านไม่มีเลขที่ด้านซ้ายอยู่ติดกับร้านอะไร ด้านขวาอยู่ติดกับอะไร มีอะไรเป็นข้อสังเกตุ หรือชี้ชัดว่าเป็นร้านนี้

(2) ถ้าพิมพ์ชื่อร้านผิด หรือ บ้านเลขที่ผิด เราปฎิเสธไม่ให้ตรวจค้นได้ทันที

(3) ถึงมีหมายค้นมาแต่ถ้าเลยเวลาที่ศาลกำหนดไว้ หรือวันที่ไม่ตรง ก็เข้าตรวจค้นไม่ได้


2. มาพร้อมกับตำรวจชั้นสัญญาบัตร ที่มีชื่ออยู่ในหมายค้นด้วย

2.1 วิธีดูง่าย ๆ ว่าตำรวจชั้นสัญญาบัตรหรือไม่ คือ ต้องมี ดาวบนบ่าอย่างน้อย 1 ดวง
2.2 ขอดูบัตรตำรวจว่าชื่อตรงกับในหมายศาลไหม หมดอายุหรือยัง ถ้าหมดอายุแล้ว เราปฎิเสธไม่ให้ตรวจค้นได้ทันที

3. อนุญาตให้เฉพาะคนที่มีชื่อในหมายค้น อยู่ในร้าน คนที่ไม่มีชื่อบอกให้รอข้างนอกร้าน โดยให้เหตุผลว่าเราดูแลไม่ทั่วถึง


4. ต้องมีช่างเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์มาด้วย


5. หากพบการกระทำความผิด ไม่มีการยกเครื่องใด ๆ ทั้งสิ้น แต่จะอายัดไว้ในที่เกิดเหตุ ตามแบบสากล


6. ไม่มีการเรียกร้องเงิน เพื่อให้ยอมความในชั้นตำรวจ


สำหรับแก๊งค์ มิจฉาชีพจับลิขสิทธิ์ นั้น จะไม่มีหมายค้นจากศาลมา แต่มักจะเอาใบบันทึกประจำวันมาแอบอ้าง

ขอให้ทุกท่าน หนักแน่นเข้าไว้ " ไม่มีหมายศาล ไม่ให้ค้น "

ถ้าไม่มีหมายค้นมา ให้ไล่มิจฉาชีพเหล่านั้นออกไป ไล่ไม่ไป โทร 1195

กองบังคับการปราบ ปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้ 24 ชม.


อาจารย์ แมว
http://www.ICT.in.th

กลุ่มร้านอินเตอร์เน็ต คาเฟ่ ไทย

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ระวังแก๊งขายไตแพร่เน็ต

"มีหลายคนตั้งคำถามว่า เราสามารถขายไตได้ไหม ในประเทศไทยถือว่าผิดกฎหมาย ไทยและอีกหลายประเทศในโลกยังถือว่าผิดจริยธรรม จึงไม่ทำกัน แต่ถ้าถามว่าหมอไทยผ่าตัดได้ไหม ตอบตรงนี้เลยว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะขั้นตอนเยอะมาก"

หาก พบเห็นการโฆษณาขายไตในไทยให้เชื่อไว้ก่อนได้เลยว่า เป็นกลุ่มมิจฉาชีพที่หากินกับผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการขายอวัยวะ อีกทั้งขั้นตอนการปลูกถ่ายไตมีขั้นตอนที่ละเอียดซับซ้อนมาก

"ต้อง การขายไตด่วน ราคา 5 แสนบาท เป็นหญิงอายุ 45 ปี ไม่เคยดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ไม่มีโรคประจำตัว สนใจติดต่อคุณแนน 085-353-xxxx ไม่ได้ล้อเล่นแต่อย่างใด ต้องการนำเงินไปรักษาแม่ที่ป่วยหนัก"

"ผมต้องการขายไต 1 ข้างเพื่อช่วยแฟนผม ด่วนเพศชาย อายุ 21 ปี เลือดกรุ๊ปเอบี สุขภาพแข็งแรง ในราคา 5 แสนบาท ท่านใดต้องการไตโปรดติดต่อ 084-013-xxxx 083-561-xxxx ขายจริงนะครับ โปรดช่วยเหลือคนที่ผมรักที่สุดด้วย"

"ต้องการขายไต ด่วน ! หาเงินไปรักษายาย ตอนนี้ยายอยู่โรงพยาบาลไม่มีเงินค่ารักษา ต้องผ่าตัดด่วน ยายป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ เพศชายอายุ 29 สุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ เลือดกรุ๊ปบี ไม่มีโรคใดๆ ทั้งสิ้น ติดต่อได้นะครับ เบอร์ติดต่อ 084-699-xxxx แมน"

หรือรูปแบบล่าสุดยื่นข้อเสนอด้วยการจดทะเบียนสมรสหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายสำหรับคนที่ไม่รู้

"ขายไต 1 ข้าง ด่วนมากค่ะ ยินดีจดทะเบียนสมรสและหย่าหลังจากผ่าตัดเสร็จเรียบร้อย"

แพทย์ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายจะเสียชีวิตภายในไม่กี่เดือน วิธีรักษามีด้วยกัน 3 วิธี คือ ฟอกเลือด ล้างไต และเปลี่ยนไต ซึ่งทางการแพทย์ระบุตรงกันว่าเป็นวิธีรักษาที่ดีที่สุด มีโอกาสเป็นปกติถึง 90% ตรงกันข้ามกับ 2 วิธีแรกที่ผู้ป่วยจะไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนปกติได้

การ เปลี่ยนไตในประเทศไทยมี2 ทาง คือ จากคนเป็นกับคนตาย ไตจากคนเป็นมาจากพ่อแม่บริจาคให้ลูก หรือลูกบริจาคให้พ่อแม่ ญาติให้ญาติ ซึ่งต้องพิสูจน์ความเป็นเครือญาติก่อน จากสามีให้ภรรยาหรือภรรยาให้สามี ในที่นี้จะต้องแต่งงานกันมานานกว่า 3 ปี หรือถ้าน้อยกว่านั้นจะต้องมีลูกด้วยกันเท่านั้น ส่วนไตจากคนตายได้มาจากการบริจาคร่างกายให้สภากาชาดไทย

"การขายไต ในประเทศไทยผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.การค้ามนุษย์ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดก็ตามขายอวัยวะ บังคับขู่เข็ญ หรือหลอกลวงขายอวัยวะอะไรก็ตามถือว่ามีความผิด ไม่รวมถึงผู้สนับสนุนให้การมีขายอวัยวะด้วย เพราะฉะนั้นหากเจอการประกาศขายไตในอินเทอร์เน็ตให้เชื่อไว้ก่อนได้เลยว่า เป็นเรื่องหลอกลวงโดยกลุ่มมิจฉาชีพ มีโทษจำคุก 4-10 ปี ปรับ 8 หมื่นถึง 2 แสนบาท"

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ดีเอสไอส่งฟ้องแก๊งแชร์ลูกโซ่ซิกโก้ฯ ตุ๋นกว่า 4 ล้าน

ดีเอสไอส่งฟ้องคดีแชร์ลูกโซ่ "ซิกโก้คอร์เปอเรชั่น" หลอกประชาชนร่วมลงทุน เสนอดอกเบี้ยสูงกว่าแบงก์ เสียหาย 4.5 ล้านบาท พร้อมนำตัว 2 ผู้ต้องหาส่งอัยการ อีก 3 รายยังหลบหนี

วันนี้ ( 10 ส.ค.) พ.อ. ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้อำนวยการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้สรุปสำนวนคดีกรณีมีกลุ่มผู้ต้องหาได้ร่วมกันกระทำผิด ตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือแชร์ลูกโซ่ โดยร่วมกันชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนกับบริษัท ซิกโก้คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการอ้างว่าจะนำเงินลงทุนไปดำเนินธุรกิจบ่อนคาสิโน ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ โดยมีการเสนอผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นการเสนอให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบัน การเงินตามกฏหมายว่าด้วยดอกเบี้ยให้กู้ยืมของสถาบันการเงินพึงจะจ่ายได้ ทั้งนี้ กลุ่มผู้ต้องหาไม่ได้มีการประกอบธุรกิจตามที่ได้กล่าวอ้างจริง และมีประชาชนหลงเชื่อเข้าร่วมลงทุนกับผู้ต้องหาหลายราย เข้าข่ายเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 , 343 และ 83 ประกอบพระราชกำหนดกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 และ12

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีแชร์ลูกโซ่ดังกล่าว มีประชาชนได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายคิดเป็นเงินกว่า 4,515,056 บาท มีผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 5 ราย นำตัวส่งพนักงานอัยการในวันนี้ จำนวน 2ราย และมีผู้ต้องหาหลบหนีการจับกุมตามหมายจับของศาลอาญาจำนวน 3 ราย

ข่าวจาก : ASTVผู้จัดการ

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

รวบ2จิ้งจอกสังคม หลอกชิงทรัพย์พริตตี้-บังคับสำเร็จความใคร่



รวบ 2 โจรลวงสาวพริตตี้รับงานในโรงแรม จับมัดบังคับสำเร็จความใคร่ให้ ก่อนเอาไปขังในห้องน้ำชิงทรัพย์สินและกุญแจรถยนต์หนี อ้างทำครั้งแรกหวังชิงทรัพย์แต่เห็นเหยื่อสวยจึงฉวยโอกาส ตำรวจตั้งข้อหาเพียงชิงทรัพย์


วันนี้ (18 ก.ค.) เมื่อเวลา 11.30 น. พ.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ผกก.สน.ลุมพินี พ.ต.ต. ปิโยรส กัณหะสิริ สว.สส.สน.ลุมพินี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมตัวนายฐปนัช หรือ “ทัด” ปลูกทรัพย์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 267/1 หมู่ 1 ต.บ้านบุ่ง อ.เมือง จ.พิจิตร และนายชาตสุเกติ์ หรือ “โอม” สุยะนันทน์ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 105/15 หมู่ 1 ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลางเชือกมัดกล่องไปรษณีย์ คัตเตอร์สีชมพู 1 เล่ม โทรศัพท์มือถือโนเกีย 4 เครื่อง และรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า แคมรี่ สีขาว หมายเลขทะเบียน ฌป-3969 กทม.โดยจับกุมนายธปนัช ได้ที่บริเวณหน้าร้านคิวบาร์ อยู่ระหว่าง ซอยสุขุมวิท 3 และ 11 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา และจับกุมนายชาตสุเกติ์ ได้ที่ สินศิริแมนชั่น 1 ซอยลาดพร้าว 130 ถนนลาดพร้าว แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม.


พ.ต.อ.สมประสงค์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อเวลาประมาณ 01.30 น.วันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ได้รับแจ้งจากพนักงานโรงแรมพีบี ซอยสุขุมวิท 3 ถนนสุขุมวิท ว่ามีแขกของโรงแรมถูกทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงก็พบ น.ส.กบ (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี ผู้เสียหายอยู่ในสภาพถูกมัดมือ-มัดเท้า มีอาการหวาดผวาและได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฟกช้ำที่ใบหน้าและตามร่างกายหลายแห่ง จึงนำตัวมาสอบปากคำที่โรงพัก


จากการสอบปากคำ น.ส.กบ ให้การว่า ตนทำงานเป็นพริตตี้โชว์ตัวตามงานต่างๆ โดยก่อนเกิดเหตุได้ไปงานโชว์ตัวงานหนึ่งและได้รู้จักกับนายชาตสุเกติ์ ที่งานดังกล่าว โดยนายชาตสุเกติ์ ได้ขอเบอร์โทรศัพท์ตนไว้ เนื่องจากจะหางานให้ จนกระทั่งวานนี้(17 ก.ค.) นายชาตสุเกติ์ ก็ได้โทรศัพท์มาหาบอกว่า มีแขกผู้ใหญ่เดินทางมาจากต่างจังหวัด จะให้ตนมาทำหน้าที่ต้อนรับและดูแลแขกโรงแรมดังกล่าว เมื่อมาถึงตนก็เริ่มเอะใจว่า เหตุใดต้องนัดที่ห้องในโรงแรมดังกล่าว และเมื่อเข้าไปภายในห้องหมายเลข 17 ที่นัดหมายก็พบนายฐปนัช นั่งรออยู่


“แต่แล้วจู่ๆ ทั้ง 2 คนก็จับฉันมัดมือ แล้วนายฐปนัช ก็บังคับให้ฉันช่วยสำเร็จความใคร่ให้ ก่อนจะจับฉันมัดเท้าแล้วจับฉันไปขังไว้ในห้องน้ำ จากนั้นก็ขโมยเอาทรัพย์สินและกุญแจรถยนต์หนีไป ตนไม่รู้จะช่วยเหลือตัวเองอย่างไร จนกระทั่งมีพนักงานเข้ามาทำความสะอาด เนื่องจากทั้ง 2 คนไปเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม ฉันจึงขอให้พนักงานช่วยโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ” น.ส.กบ กล่าว


พ.ต.ต.ปิโยรส กล่าวต่อว่า หลังจากเกิดเหตุได้สอบปากคำ เพื่อหาเบาะแสคนร้ายและวิทยุให้สายตรวจสกัดจับรถของผู้เสียหาย จนกระทั่งไปพบรถคันดังกล่าวจอดติดไฟแดงอยู่ที่หน้าร้านคิวบาร์ มีนายฐปนัชเป็นคนขับ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวมาสอบสวน ก่อนขยายผลจับกุมนายชาตสุเกติ์ ได้ที่ห้องพักย่านลาดพร้าว


จากการสอบสวนนายฐปนัช ให้การรับสารภาพว่า ตนและนายรู้จักกับผู้เสียหายที่งานอีเว้นท์งานหนึ่ง และเพิ่งจะก่อเหตุลักษณะนี้เป็นครั้งแรก เพราะต้องการทรัพย์สิน แต่เห็นว่าผู้เสียหายรูปร่างหน้าตาดี จึงให้ช่วยสำเร็จความใคร่ให้ก่อนที่จะเอาทรัพย์สินหลบหนีไป ส่วนรถยนต์ของผู้เสียหายก็คิดว่าจะเอาไปขายเพื่อซื้อยาบ้ามาเสพ


เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อหา ร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีและใช้อาวุธ ก่อนควบคุมตัวส่งศาลอาญากรุงเทพใต้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ข่าวจาก : ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

แจ้ง ป.ตามจับ 18 มงกุฎจ่ายเช็คเด้งกว่าล้านบาท!

เจ้าของห้างร้าน เข้าร้องตำรวจกองปราบปราม ให้ช่วงติดตามจับกุม 18 มงกุฎ หลอกซื้อสินค้าหลายรายการมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท แต่สุดท้ายเช็คเด้ง แถมสวมชื่อเหยื่อวันทูโก ที่ตกใน จ.ภูเก็ต อีก
วันนี้ (14 ก.ค.) ที่ กองปราบปราม เมื่อเวลา 11.30 น. ผู้เสียหาย เจ้าของร้านขายโทรศัพท์มือถือและนาฬิกาในห้างต่างๆ อีก 5 ราย เข้าพบ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ผกก.2 บก.ป.เพื่อให้ติดตามจับกุมคนร้ายที่เปิดบริษัทบังหน้ามาหลอกซื้อสินค้าไป ก่อนจะจ่ายเช็คเด้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท

ผู้เสียหายให้การว่าเมื่อเดือน เม.ย.- มิ.ย.ที่ผ่านมา มีหญิงสาวอ้างชื่อว่า “เมย์” จากบริษัท แอ็คเซส ออดินารี จำกัด และบริษัท สมาร์ทริส อินเตอร์เนชั่นเซอร์วิส จำกัด โทรศัพท์เข้ามาหาติดต่อขอซื้อสินค้าจากร้านของตน อ้างว่า จะนำไปขายต่อ และไปแจกเป็นของกำนัลให้ลูกค้า ขอสั่งซื้อกล้องดิจิตอล โทรศัพท์มือถือ และ นาฬิกา รวมมูลค่าเกือบสองแสนบาท ครั้งแรกตกลงกันว่าจะจ่ายเป็นเงินสด ภายหลังจะขอโอนเป็นเช็คเข้าบัญชีธนาคารแทน ตอนแรกตรวจสอบพบว่า มีการฝากเช็คเข้าบัญชีจริง แต่ไม่ระบุชื่อเลขที่เช็คในสำเนาใบรับฝาก โดยเช็คนั้นยังอยู่ระหว่างรอการสั่งจ่าย จนมาทราบภายหลัง เมื่อนำสินค้าไปส่งให้แล้ว คือ ที่บ้านเลขที่ 65/38 หมู่บ้านพระปิ่น 3 ถ.กาญจนาภิเษก ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พบ นายอภิชาติ มาลี และ น.ส.ศิริลักษณ์ มิ่งขวัญ ทั้งสองจะอ้างว่าเจ้าของบริษัทไม่อยู่ ขอรับสินค้าไว้เอง แต่หลังจากนั้นเพียง 1 วัน ก็ทราบว่าเช็คเด้ง เพราะลายเซ็นไม่ตรงกับที่เจ้าของบัญชี

ผู้เสียหาย ให้การอีก พบว่า มีผู้เสียหายอีกหลายรายตกเป็นเหยื่อ จึงรวมตัวกันเพื่อไปตามทวงหนี้ ก็พบว่า คนร้ายปิดบริษัทหลบหนีไปแล้ว เมื่อไปตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนบริษัททั้งสองแห่ง ก็พบว่า ใช้ชื่อกรรมการบริษัทที่ไม่มีข้อมูลในทะเบียนราษฎร และมีการนำชื่อผู้เสียหายชีวิต 2 ราย จากเหตุเครื่องบินวันทูโกตกที่ จ.ภูเก็ต มาดัดแปลงนามสกุล ใส่ชื่อเป็นกรรมการบริษัทด้วย ส่วนเช็คที่สั่งจ่ายมี 2 ชื่อ คือ น.ส.คัทลียา มาลี และ นายสิทธิพร โชติทรง นั้น ศาลแขวงจังหวัดนนทบุรี ได้ออกหมายจับไว้แล้ว ยังติดตามจับกุมตัวไม่ได้ ส่วนนายอภิชาติ และ น.ส.ศิริลักษณ์ ทราบว่า ได้ไปก่อเหตุอีก แต่ถูกตำรวจ สน.ปทุมวัน จับกุมตัวไว้ได้ขณะที่มารับสินค้า สอบสวนทั้สองคนอ้างว่ารับว่าจ้างจาก น.ส.เมย์ เป็นเงิน 500-1,500 บาท เพื่อให้มารับของ และก็ได้ประกันตัวออกไป คดียังไม่สามารถจับกุมตัวการที่อยู่เบื้องหลังได้ โดยเชื่อว่าผู้บงการ คือ น.ส.คัทลียา จึงเข้ามาขอความช่วยเหลือจากกองปราบปราม เพื่อให้ช่วยติดตามจับกุมอีกทางหนึ่งด้วย
เรียบเรียงข่าวจาก : manager.co.th